วันเสาร์, พฤษภาคม 23, 2009
นวัตกรรมและ
เทคโนโลยีการศึกษา
เทคโนโลยีการศึกษาความเจริญในด้านต่างๆ เป็นผลมาจากการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง หรือการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆ โดยอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และประยุกต์มาใช้ในการพัฒนางานทางด้านต่างๆ ที่เรียกว่า
นวัตกรรมและ
เทคโนโลยีการศึกษาเทคโนโลยีการศึกษาความเจริญในด้านต่างๆ เป็นผลมาจากการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง หรือการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆ โดยอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และประยุกต์มาใช้ในการพัฒนางานทางด้านต่างๆ ที่เรียกว่า
"เทคโนโลยี" (Technology)
ความหมายเทคโนโลยี (Technology) มาจากภาษาลาตินว่า Texere แปลว่า การสาน (To weave) หรืออีกนัยหนึ่งมาจากคำว่า "Technologia" ซึ่งมาจากภาษากรีก หมายถึง การทำอย่างมีระบบ ซึ่งได้มีผู้ให้นิยามต่างๆ ไว้ดังนี้คาร์เตอร์ วี กูด (Carter V.Good, 1973) ให้ความหมายไว้ว่า เทคโนโลยี หมายถึง การนำวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้งานด้านต่างๆ เพื่อปรับปรุงระบบนั้นๆเจมส์ ดี ฟินส์ (Jemes D.Finn, 1972) กล่าวว่า เทคโนโลยีมีความหมายลึกซึ้งไปกว่าประดิษฐ์กรรม เครื่องมือเครื่องยนต์กลไกต่างๆ แต่หมายถึง กระบวนการ แนวความคิด แนวทาง หรือวิธีการในการคิด ในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเอดการ์ เดล (Edgar Dale, 1969) ได้ให้ความหมายไว้ว่า เทคโนโลยี มิใช่เครื่องมือ เครื่องยนต์กลไกต่างๆ แต่เป็นแผนงาน วิธีการทำงานอย่างมีระบบ ที่ทำให้งานนั้นบรรลุตาม
แผนงานที่วางไว้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมาย "เทคโนโลยี" ไว้ว่า เป็น วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะ ในการนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรมจากแนวคิดต่างๆ อาจกล่าวได้ว่า
" เทคโนโลยี " หมายถึง
การนำแนวคิด หลักการ เทคนิค วิธีการ กระบวนการ ตลอดจนผลิตผลทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในระบบงานต่างๆ เพื่อปรับปรุงระบบงานนั้นๆ ให้ดีขึ้น และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันในวงการต่างๆ เช่น เกษตร แพทย์ อุตสาหกรรม ธุรกิจ ทหาร ต่างก็นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาขาวิชาชีพของตนอย่างเต็มที่ อันจะเอื้ออำนวยในด้านต่างๆ ดังนี้
1. ด้านประสิทธิภาพ (Efficiency) เทคโนโลยีจะช่วยให้การทำงานนั้นสามารถบรรลุผลตามเป้าหมายได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
2. ด้านประสิทธิผล (Effectiveness) เทคโนโลยีจะช่วยให้การงานนั้นได้ ผลผลิตออกมาอย่างเต็มที่
3. ประหยัด (Economy) จะช่วยประหยัดเวลา ทรัพยากร และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด อันจะเป็นผลทำให้ราคาของผลิตนั้นราคาถูกลง
4. ปลอดภัย (Safety) เป็นระบบการทำงานที่อำนวยให้เกิดความปลอดภัยเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ได้มีการนำ เทคโนโลยี มาใช้ในการพัฒนาด้านต่างๆ ในหลายวงการ จากประโยชน์นานัปการที่ได้รับจากเทคโนโลยีที่มีต่อการพัฒนาด้านต่างทางด้านการศึกษาได้ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เรียกว่า
เทคโนโลยีการศึกษา (Educational Technology)
ทั้งนี้เพื่อมุ่งเน้นให้การดำเนินการจัดการศึกษา ซึ่งเป็นหลักที่สำคัญในการพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ความหมาย
" เทคโนโลยีการศึกษา "ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2526) ได้ให้นิยามไว้ว่า "เทคโนโลยีการศึกษา" เป็นระบบการประยุกต์ผลิตกรรมทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ วัสดุ และผลิตกรรมทางวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ อุปกรณ์โดยยึดหลักการทางพฤติกรรมศาสตร์ ได้แก่ วิธีการ มาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษา ทั้งด้านการบริหาร หรืออีกนัยหนึ่ง เทคโนโลยีการศึกษา เป็นระบบการนำวัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการมาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการศึกษาให้สูงขึ้นสันทัด และ พิมพ์ใจ (2525) กล่าวว่า เทคโนโลยีการศึกษา หมายถึง การนำเอาความรู้แนวความคิด กระบวนการ ตลอดจนวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ มาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพคาร์เตอร์ วี กูด (Carter V.Good, 1973) ได้กล่าวว่า
" เทคโนโลยีการศึกษา " หมายถึงการนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อการออกแบบ และส่งเสริมระบบการเรียนการสอน โดยเน้นที่วัตถุประสงค์ทางการศึกษาที่สามารถวัดได้อย่างถูกต้องแน่นอน มีการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียน มากกว่าที่จะยึดเนื้อหาวิชา มีการใช้การศึกษาเชิงปฏิบัติ โดยผ่านการวิเคราะห์และการใช้เครื่องมือโสตทัศนูปกรณ์ รวมถึงเทคนิคการสอนโดยใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ สื่อการสอนต่างๆ ในลักษณะของสื่อประสม และการศึกษาด้วยตนเองกิดานันท์ (2543) ได้ให้ความหมาย ของ
เทคโนโลยีการศึกษา ว่า เป็นการประยุกต์เอา เทคนิค วิธีการ แนวความคิด วัสดุ อุปกรณ์ และสิ่งต่างๆ อันสืบเนื่องมาจากเทคโนโลยีมาใช้ในวงการศึกษาคณะกรรมการกำหนดศัพท์และความหมายของสมาคมเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาของสหรัฐอเมริกา (AECT, 1979) อธิบายว่า
" เทคโนโลยีการศึกษา " (Educational Technology)เป็นกระบวนการที่มีการบูรณาการอย่างซับซ้อน เกี่ยวกับบุคคล กรรมวิธี แนวคิด เครื่องมือ และองค์กร เพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์ปัญหา สร้าง ประยุกต์ใช้ ประเมินผล และจัดการแก้ปัญหาต่างๆ ดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของมนุษย์ในทุกลักษณะ หรืออาจกล่าวได้ว่า "เทคโนโลยีการศึกษา" และขั้นตอนการแก้ปัญหาต่างๆ จะอยู่ในรวมถึงแหล่งการเรียนรู้ที่ได้มีการออกแบบ เลือก และนำมาใช้เพื่อใช้ พื่อมุ่งสู่จุดมุ่งหมาย คือ การเรียนรู้ นั่นเอง จากความหมายของสมาคมเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาของสหรัฐอเมริกา ดังกล่าวข้างต้น ได้มีการขยายแนวคิด เกี่ยวกับเทคโนโลยีการศึกษาเพราะการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากพื้นฐานทางทฤษฎีพฤติกรรมนิยม(Behaviorism)มาสู่พุทธิปัญญานิยม(Cognitivism)และรังสรรคนิยม(Constructivism)ประกอบทั้งความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอมพิวเตอร์ ได้มีการปรับเปลี่ยนความหมายเหมาะสมกับสภาพความเปลี่ยนแปลง ดังนี้ เทคโนโลยีการศึกษา หรือเทคโนโลยีการสอน (Instructional Technology) หมายถึง ทฤษฎี และการปฏิบัติเกี่ยวกับ การออกแบบ การพัฒนา การใช้ การจัดการ และการประเมิน ของกระบวนการและแหล่งการเรียน สำหรับการเรียนรู้ (Seels,1994)จากความหมายดังกล่าว จะเห็นได้ว่า แหล่งการเรียน อาจจำแนกได้เป็น สาร(Message) คน (People)วัสดุ (Materials) เครื่องมือ (Devices) เทคนิควิธีการ(Techniques and Setting) กระบวนการในการวิเคราะห์ปัญหา และการสร้าง หรือผลิต การนำไปใช้ (Implementing) ตลอดจนการประเมินการแก้ปัญหานั้นจะกล่าวไว้ในส่วนของ การพัฒนาการวิจัยเชิงทฤษฎี การออกแบบ การผลิต การประเมินผล-การเลือก (Evaluation Section) ตรรกศาสตร์(Logistics) การใช้และการเผยแพร่ส่วนในเรื่องของกระบวนการของการอำนวยการหรือการจัดการ ส่วนหนึ่งจะกล่าวไว้ในเรื่องของ การบริหารจัดการองค์กร บุคคล ซึ่งความสัมพันธ์ของส่วนประกอบดังกล่าวแสดงไว้ในโมเดลของขอบข่ายของเทคโนโลยีการศึกษา ที่จะกล่าวต่อไปจากแนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับ
" เทคโนโลยีการศึกษา " อาจสรุปได้ว่า เป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับ กระบวนการที่มีการบูรณาการเกี่ยวกับ บุคคล กรรมวิธี แนวคิด เครื่องมือ อุปกรณ์ และองค์กร อย่างซับซ้อน โดยการวิเคราะห์ปัญหา การผลิต การนำไปใช้ และประเมินผล เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของมนุษย์

นวัตกรรม (Innovation)
หมายถึง การทำสิ่งใหม่ๆ หรือ ทำสิ่งใหม่ขึ้นมา มาจาก คำภาษาอังกฤษว่า Innovate มาจากคำว่า Innovare ซึ่งหมายถึง to renew, to modify อาจแปลความหมายได้ว่า ทำใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆเข้ามา (บุญเกื้อ,2543) นอกจากนี้ยังมีนักการศึกษาให้คำนิยามต่างๆไว้ดังนี้Thomas Hughes ได้ให้ความหมาย " นวัตกรรม " ว่าเป็นการนำวิธีการใหม่ๆ มา ปฏิบัติ หลังจากได้ผ่านการทดลอง หรือได้รับการพัฒนามาเป็นขั้นๆ แล้ว โดยเริ่มมาตั้งแต่การคิดค้น (Invention) การพัฒนา (Development) ซึ่งอาจมีการทดลองปฏิบัติก่อน(Pilot project) แล้วจึงนำไปปฏิบัติจริง ซึ่งแตกต่างไปจากการปฏิบัติเดิมที่เคยปฏิบัติมามอร์ตัน (J.A. Morton, 1973) กล่าวว่า
" นวัตกรรม " หมายถึง การปรับปรุงของเก่าให้ใหม่ขึ้น และพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ตลอดจนหน่วยงาน หรือองค์การนั้น นวัตกรรมไม่ใช่การขจัดหรือล้มล้างสิ่งเก่าให้หมดไป แต่เป็นการปรับปรุง เสริมแต่ง และพัฒนาเพื่อความอยู่รอดของระบบไชยยศ เรืองสุวรรณ (2526) ได้ให้ความหมาย
" นวัตกรรม " ไว้ว่า หมายถึงวิธีการปฏิบัติใหม่ๆ ที่แปลกไปจากเดิม โดยอาจจะได้มาจากการคิดค้นพบวิธีการใหม่ๆขึ้นมา หรือมีการปรับปรุงของเก่าให้เหมาะสม และสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ได้รับการทดลองพัฒนาจนเป็นที่เชื่อถือได้แล้วว่าได้ผลดีทางปฏิบัติ ทำให้ระบบก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ บุญเกื้อ ครวญหาเวช (2543) กล่าวว่า
นวัตกรรมการศึกษา หมายถึง เป็นการนำเอาสิ่งใหม่ๆ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของความคิด หรือ การกระทำ รวมทั้ง สิ่งประดิษฐ์ก็ตามเข้ามาในระบบการศึกษา เพื่อมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิม ให้ระบบการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากความหมายของ " นวัตกรรม " ที่กล่าวมา ดังนั้น
" นวัตกรรมการศึกษา " คือ การนำสิ่งใหม่ๆ ซึ่งอาจจะเป็นความคิดหรือการกระทำ หรือสิ่งประดิษฐ์ขึ้นโดยอาศัยหลักการ ทฤษฎี ที่ได้ผ่านการทดลองวิจัยจนเชื่อถือได้ เข้ามาใช้ในการศึกษา เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพของการเรียนการสอน
ลักษณะเด่นที่จัดว่าเป็นนวัตกรรมการศึกษา
1. จะต้องเป็นสิ่งใหม่ทั้งหมด หรือบางส่วนอาจใช้เป็นของเก่าที่ใช้ในอดีตแล้วนำมาปรับปรุงใหม่ให้ดียิ่งขึ้น 2. มีการ ศึกษา ทดลอง โดยอาศัยหลักการ ทฤษฎี มาใช้อย่างเป็นระบบ
3. มีการพิสูจน์ด้วยการทดลองหรือวิจัย
4. ยังไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบบงานในปัจจุบัน หากว่า สิ่งใหม่ นั้นได้มีการเผยแพร่จนกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับกันโดยทั่วไป แล้วจะกลายเป็นเทคโนโลยีความเป็นมาและพัฒนาการของเทคโนโลยีการศึกษารากฐานของเทคโนโลยีการศึกษามีประวัติมายาวนานโดยเริ่มจากสมัยกรีก คำว่า Technologia หมายถึง การกระทำอย่างเป็นระบบ หรือ งานฝีมือ (Craft) ชาวกรีกได้เป็นผู้ที่เริ่มใช้วัสดุในการสอนประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง โดยการแสดงละคร ใช้ดนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาของชาวกรีกและโรมันโบราณ ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษานอกสถานที่ ส่วนการสอนศิลปะได้มีการนำรูปปั้น รวมทั้งการแกะสลักเข้ามาช่วยในการสอน ดังนั้นในสมัยนั้นเห็นความสำคัญของของทัศนวัสดุที่ช่วยในการเรียนการสอน กลุ่มที่มีชื่อเสียงกลุ่มหนึ่งได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ (Sophist) เป็นกลุ่มครูผู้สอนชาวกรีก ได้ออกทำการสอนความรู้ต่างๆให้กับชนรุ่นเยาว์ ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่มีความฉลาดปราดเปรื่อง ในการอภิปราย โต้แย้ง ถกปัญหา จนได้รับการขนานนามว่า เป็นนักเทคโนโลยีการศึกษากลุ่มแรกและ กลุ่มโซฟิสต์ที่มีอิทธิพลต่อทางด้านการศึกษา ได้แก่ โซเครติส (Socretes) พลาโต (Plato) อริสโตเติล (Aristotle) ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการวางรากฐานของปรัชญาตะวันตกบุคคลที่สำคัญอีกท่านหนึ่ง คือ โจฮัน อะมอส คอมินิอุส (JohannesAmosComenius คศ. 1592-1670) เป็นผู้ที่ใช้วัสดุ สิ่งของที่เป็นของจริงและรูปภาพ เข้ามาช่วยในการสอนอย่างจริงจัง รวมทั้งแนวคิดในเรื่องวิธีการสอนใหม่ที่ให้ความสำคัญต่อการใช้วัสดุ ของจริงมาใช้ในการสอน ตลอดจนการรวบรวมหลักการสอนจากประสบการณ์ที่ทำการสอนมา 40 ปี นอกจากนี้ได้แต่งหนังสือที่สำคัญอีกมากมายและที่สำคัญ คือ Obis Sensualium Pictus หรือที่เรียกว่า โลกในรูปภาพ ซึ่งเป็นหนังสือที่มีภาพประกอบบทเรียนต่างๆ ผลงานของคอมินิอุส ได้มีอิทธิพลต่อการพัฒนาตลอดมา จนได้รับการขนานนามว่า เป็นบิดาแห่งโสตทัศนศึกษาต่อมาได้มีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีการศึกษาซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นด้านต่างๆ ในที่นี้จะกล่าวเกี่ยวกับพัฒนาการของเทคโนโลยีการศึกษา ในส่วนประกอบหลักที่สำคัญ ได้แก่
ด้านการออกแบบการสอน ด้านสื่อการสอน และด้านคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา ดังรายละเอียดต่อไปนี้ความเป็นมาและพัฒนาการของการออกแบบการสอน (Instructional Design Roots)ยุคประวัติศาสตร์ช่วงต้นของ การออกแบบการสอน (Instructional Design) คือ ธอร์นไดค์ (Edward L.Thornlike) ในปี 1898 ได้ทำการศึกษาทดลอง เกี่ยวกับการเรียนรู้ โดยเริ่มแรกทดลองกับสัตว์ ต่อมาทดลองกับมนุษย์ จากผลการทดลองนั้นเขาได้พัฒนาทฤษฎีการเรียนรู้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ สร้างความรู้ขั้นพื้นฐานที่ว่า อินทรีย์สร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า (Stimulus) และการตอบสนอง (Response) การกระทำต่างๆจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะมีอิทธิพลต่อการแสดงพฤติกรรมนั้นซ้ำๆ กัน และในทางตรงข้ามการกระทำนั้นเป็นผลที่ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จหรือไม่เป็นที่พึงพอใจ การกระทำซ้ำก็มีความถี่น้อยลงได้เสนอแนะว่า ครูผู้สอนจำเป็นที่จะต้องสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงที่เหมาะสมอย่างชัดเจน (ตัวอย่าง สิ่งเร้า 2+2 และการตอบสนอง 4 ) โดยให้รางวัลสำหรับผู้เรียนที่สามารถสร้างการเชื่อมโยงอย่างถูกต้อง และไม่ส่งเสริมสำหรับการเชื่อมโยงที่ไม่เหมาะสม ธอร์นไดค์ได้สร้างผลงานเกี่ยวกับการประเมินผลเช่นเดียวกัน ธอร์นไดท์ได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสาขาการออกแบบการสอน ที่สามารถตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสอนแบบโปรแกรม ในปี 1920-1930 Franklin Bobbilt ได้นำแนวคิดของธอร์นไดท์ ไปประยุกต์ใช้กับปัญหาทางด้านการศึกษา โดยการสนับสนุนเป้าหมายเชิงปฏิบัติ และได้แนะนำว่า เป้าหมายของโรงเรียน ควรมาจากพื้นฐานการวิเคราะห์ทักษะที่จำเป็นสำหรับการมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ ส่วนนี้เป็นหลักพื้นฐานสำหรับการวิเคราะห์ภารกิจการเรียนในการออกแบบการสอน และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผลการสอนและการปฏิบัติการสอน (Instructional Practices) ในช่วงต้นๆของ ศตวรรษที่ 19 ได้ปรากฏผลงานเกี่ยวกับการสอนรายบุคคล (Individualize Instruction) ซึ่ง Frederic Burk และผู้ร่วมงานได้พัฒนาการสอนรายบุคคลซึ่งเป็นพื้นฐานของงานด้านนี้ในระยะต่อมาในปี 1930 Ralph W. Tyler แห่งมหาวิทยาลัย โอไฮโอ (Ohio State University) ได้เน้นศึกษา การใช้วัตถุประสงค์ในการอธิบาย เกี่ยวกับสิ่งที่ผู้เรียนคาดหวังเกี่ยวกับการเรียน Tyler ได้ปรับปรุงกระบวนการในการเขียนจุดประสงค์การสอน ในที่สุดเขาสามารถที่จะกำหนดวัตถุประสงค์การสอนได้อย่างชัดเจนในรูปของพฤติกรรมของผู้เรียน (Student Behaviors)และการใช้วัตถุประสงค์เฉพาะนี้เป็นผลที่ทำให้สามารถทำการประเมินเพื่อปรับปรุงได้ในช่วงต่อมาคือ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการวิจัยด้านการศึกษาอย่างมาก อันเนื่องมาจากสาเหตุของความจำเป็นในการฝึกอบรมบุคลากรในกองทัพ ทำให้สามารถประยุกต์การวิจัยทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ผลของความพยายามนี้จะปรากฏออกมาในรูปของการใช้สื่อการศึกษาในการฝึกอบรมต่างๆของกองทัพ อย่างไรก็ตามภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 การออกแบบการสอน (Instructional design) ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นในช่วงปี 1950 - 1960 เป็นช่วงที่สำคัญของสาขาวิชา ออกแบบการสอน(Instructional design)ในปี 1956 เบนจามิน บลูม (Benjamin Bloom )และเพื่อนร่วมงานได้ตีพิมพ์ผลงานการจำแนกจุดประสงค์การศึกษา (Taxonomy of Educational Objectives ) เป็นลำดับขั้นที่ชัดเจนที่ใช้แพร่หลายโดยทั่วไปในกลุ่มสาขาศึกษาศาสตร์มาจนถึงปัจจุบันในขณะเดียวกัน บี เอฟ สกินเนอร์ (B.F. Skinner )ได้เสนอแนวทฤษฎีการวางเงื่อนไข (Operant conditioning) ซึ่งมีรากฐานมาจากทฤษฎีพฤติกรรรมนิยม (Behaviorism) ซึ่งเป็นแนวคิดที่สำคัญในการออกแบบการสอนโดยสกินเนอร์ได้นำแนวคิดของ ธอร์นไดค์ มาขยายเพิ่มเติม โดยเน้นบทบาทของการเสริมแรง(Reinforcement)ในการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า(Stimulus)กับการตอบสนอง (Response) สกินเนอร์ได้กล่าวว่าอาจจะมีการรักษาสภาพการเรียนรู้ได้โดยการควบคุมการให้แรงเสริม แนวคิดเหล่านี้เป็นที่มา วิธีระบบ (Systematic approach ) ในการออกแบบ (Designing) การพัฒนา (Developing)การประเมิน (Evaluating) และการปรับปรุงแก้ไข (Revising)ในปี คศ.1960 สาขาวิชานี้ได้ก้าวหน้าไปในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรเบิร์ต กาเย่ (Robert Gagn) และกลุ่มทางพุทธิปัญญา ซึ่งช่วยให้การนำแนวคิดทางพุทธิปัญญา(Cognitive Theories)มาใช้ในการออกแบบการสอน และให้ความสนใจเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความเข้าใจ(Understanding) ที่เกิดขึ้นในจิตใจ (Mind) หรือในสมองของผู้เรียน นอกจากนี้ คำว่า Instructional System เริ่มถูกนำมาใช้ในการอธิบายการออกแบบการสอนอย่างเป็นระบบ เพราะว่ารัฐบาลได้ให้การสนับสนุนเกี่ยวกับวิจัยและพัฒนาสาขาวิชานี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งทำให้การออกแบบการสอนได้มีการนำมาใช้และทำการศึกษากันอย่างกว้างขวางในช่วงปลาย คศ.1960 การออกแบบการสอนได้มีการยอมรับว่าเป็นสาขาวิชาหนึ่งโดยตัวเอง และหลังจากทศวรรษ 1960 ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและขยายขอบเขตสาขาวิชาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยการนำทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม (Cognitive Theories) และเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น และสาขาวิชาการออกแบบการสอนได้เปิดทำการสอนในระดับปริญญาโทและเอก รูปแบบของการออกแบบการสอนได้ถูกพัฒนาขึ้น และมีการทดสอบโดยใช้ทฤษฎีต่างๆ การออกแบบการสอนได้แพร่หลายในกองทัพ ในการฝึกอบรมด้านธุรกิจและเริ่มแผ่อิทธิพลเข้ามาสู่การสอนในโครงการ K12ในช่วงปี คศ. 1970 เป็นต้นมา ทฤษฎีการเรียนรู้ต่างๆ ของกลุ่มพุทธิปัญญานิยม โดยเฉพาะ ทฤษฎีประมวลสารสนเทศ (Information Processing) ได้เข้ามามีบทบาท และในปัจจุบันทฤษฎีรังสรรคนิยม (Constructivism) ได้มีผู้ศึกษาวิจัยกันอย่างกว้างขวาง แนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีนี้ คือ ผู้เรียนต้องสร้างความรู้ขึ้นด้วยตนเองในบริบทของสังคม อย่างไรก็ตามอาจกล่าวได้ว่าผลงานส่วนใหญ่ของนักเทคโนโลยีการศึกษา (Instructional Technologists)ในปัจจุบันมีการยอมรับแนวคิดของกลุ่มพุทธิปัญญานิยม(Cognitivism) และรังสรรคนิยม (Constructivism) ซึ่งปรากฏผลงานวิจัยโดยส่วนมาก และเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการพัฒนาของสาขาวิชา (Newby, Stepich, Lehman and Russell,2000)ความเป็นมาและพัฒนาการของสื่อการเรียนการสอน (Instructional Media Roots)สื่อการสอน (Instructional media) และการออกแบบการสอน (Instructional design) ได้มีการพัฒนามาด้วยกันแต่ก็แยกตัวเป็นอิสระแต่ก็มีส่วนมาบรรจบกัน แม้ว่าการใช้ของจริง (Real object) ภาพวาด (Drawing) และสื่ออื่นๆนับเป็นส่วนหนึ่งของการสอน อย่างน้อยที่สุดเป็นการนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าทางด้านประวัติศาสตร์ของการใช้สื่อการสอน เช่นเดียวกับการออกแบบการสอน เป็นสิ่งที่ปรากฏชัดเจนในศตวรรษที่ 20 ในอเมริกาเหนือพบว่าพิพิธภัณฑ์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญซึ่งมีอิทธิพลของสื่อการสอน พิพิธภัณฑ์มีประวัติศาสตร์ของความร่วมมือกับโรงเรียนและมีบทบาทในชุมชนในปี1905 พิพิธภัณฑ์ทางการศึกษา St. Louis กลายเป็นพิพิธภัณฑ์แบบเปิดของโรงเรียนในสหรัฐอเมริกาซึ่งในปัจจุบัน เรียกว่า ศูนย์สื่อการศึกษา (Media Center) เป็นสถานที่เก็บรวบรวมงานศิลป หุ่นจำลอง แผนภูมิ ของจริง และสื่อวัสดุอื่นๆ ที่ได้รวบรวมมาจากทั่วโลก วัสดุเหล่านี้ถูกนำมาไว้ในโรงเรียน St. Louis ด้วยความคิดพื้นฐานที่ว่าเป็นการนำโลกมาสู่เด็ก ในทุกๆสัปดาห์จะมีการขนส่งสื่อการสอนมาให้โรงเรียน ในช่วงแรกจะส่งมาทางรถม้าต่อมาโดยทางรถบรรทุก แคตตาลอกของสื่อการสอนจะได้รับการจัดไว้ในโปรแกรมการเรียนการสอน และจัดหาให้ครูผู้สอนซึ่งสามารถสั่งจองสื่อต่างๆที่ต้องการได้ ในปีค.ศ. 1943 พิพิธภัณฑ์ St. Louis ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น ฝ่ายโสตทัศนศึกษา (Division of Audio-Visual Education)แม้ว่าก่อนที่จะเริ่มต้นศตวรรษที่ 20 ได้มีความสนใจอย่างกว้างขวางในสิ่งที่เรียกว่า การสอนโดยการใช้ภาพ (Visual instruction) หรือจักษุศึกษา (Visual education) หลักการสำคัญที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ความเคลื่อนไหวนี้คือ รูปภาพ (Picture) ซึ่งมีความใกล้เคียงกับของจริงมากกว่าคำพูด ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนเน้นการให้ข้อมูลทาง ภาษา คำพูด และรูปภาพอาจทำให้การเรียนการสอนเรื่องราวต่าง ๆที่ถ่ายทอดไปสู่ผู้เรียนได้ง่ายขึ้น โดยมี เครื่องฉายสไลด์ สเตอริโอ การฉายสไลด์แบบ "Magic lantern" ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้แสดงภาพ และได้รับความนิยมใช้ประกอบการบรรยายและสามารถพบเห็นในโรงเรียนทั่วไปก่อนเริ่มศตวรรษที่ 20 ในปี คศ.1904 รัฐนิวยอร์ค ได้จัดองค์กรที่เรียกว่า Visual Instruction Department ซึ่งจะรับผิดชอบในการเก็บรวบรวมและแจกจ่ายสไลด์ไปยังโรงเรียนต่างๆ ในปี คศ. 1920 หน่วยงานในลักษณะดังกล่าวได้มีการจัดตั้งขึ้นในมหาวิทยาลัยต่างๆเป็นจำนวนมาก และเป็นที่มาของยุคเริ่มต้นที่ต่อมากลายเป็น "Audiovisual and Media Science Department "ฟิล์ม (Film) ได้เข้ามาสู่ชั้นเรียนในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 โทมัส เอดิสัน (Thomas Edison) ได้พัฒนาชุดฟิล์มทางวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ สำหรับในโรงเรียนฟิล์มภาพยนต์ได้นำมาใช้ในการศึกษา ได้แก่ การแสดงผลงานการสร้างละคร และแคตตาลอกของฟิล์มภาพยนต์ทางการศึกษา ที่ได้มีการตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาในปี คศ. 1910 และหลังจากนั้นก็ได้นำไปใช้ในระบบการสอนในโรงเรียนของรัฐบาล (Rochester, New York) และได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในฐานะสื่อการศึกษามาตลอดศตวรรษเช่นเดียวกันได้มีความพยายามในการนำสื่อทางด้าน เสียง (Audio) เข้ามาเป็นสื่อการเรียนการสอน (Instruction media) ช่วงระหว่าง 1920-1930 ได้มีการนำวิทยุเข้าเข้ามาทดลองใช้ และ ในปีค.ศ.1929 โรงเรียนทางอากาศโอไฮโอ (Ohio School) โดยความร่วมมือกับมลรัฐมหาวิทยาลัยโอไฮโอ และสถานีวิทยุ Cincinnati และได้มีการจัดตั้งโมเดลที่คล้ายคลึงกับความร่วมมือดังกล่าวในสถานที่อื่นๆ เพื่อที่จะสาธิตการใช้วิทยุในฐานะที่เป็นสื่อทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟิล์มภาพยนต์ทางการศึกษาและสื่ออื่นๆกลายเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรมที่ใช้ในสงคราม ในช่วงระหว่างสงคราม รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ผลิตฟิล์มสำหรับการฝึกอบรม มากกว่า 800 เรื่อง และฟิล์มสตริป และได้จัดซื้อเครื่องฉายฟิล์มสตริป 10,000 เครื่อง และจ่ายเงิน 100 ล้านดอลล่าร์ สำหรับฟิล์มที่ใช้ในการฝึกอบรม การใช้สื่อเหล่านี้เป็นจำนวนมากส่งผลต่อสาขาวิชาและสนับสนุนให้เกิดแนวคิดที่ว่า สื่อเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการศึกษาและการฝึกอบรมในปี 1950 เป็นช่วงยุคการใช้โทรทัศน์ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสื่อใหม่ของการศึกษา ได้จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ที่มหาวิทยาลัยรัฐไอโอวา (Iowa) ในปี คศ. 1950 และได้มีการจัดตั้งในที่อื่นๆ ในช่วงปี คศ. 1952 Federal Communications Commission ได้จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ จำนวน 242 ช่อง และเรียกว่า สถานีโทรทัศน์ทางการศึกษา (Educational Television Station) เป็นผลที่ช่วยทำให้การใช้โทรทัศน์เพื่อการศึกษาขยายตัวและแพร่หลาย ในปัจจุบันโทรทัศน์ทางการศึกษาจะอยู่ในรูปของ National Geographic Special Public Broadcasting System's (PBS) Program Newsmagazines และ Discovery Channel และอื่นๆ ลักษณะที่พบในโรงเรียน ได้แก่ Channel One ซึ่งจะเสนอข่าวต่างๆ แม้ว่าโทรทัศน์เพื่อการเรียนการสอนจะไม่ได้บรรลุตามเป้าหมายในห้องเรียน แต่ก็ยังใช้กันอยู่ในการเรียนการสอน วิดีทัศน์ได้มีการพัฒนาและมีอิทธิพลต่อการเรียนในโรงเรียน อย่างไรก็ตามวิดีทัศน์ในโรงเรียนปัจจุบันอาจรวมถึง VCR หรือ การศึกษาทางไกลในช่วงระหว่างปี 1950 และ 1960 สาขาวิชาเกี่ยวกับสื่อการศึกษา ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากการเน้นสื่อทางด้าน เครื่องมือ อุปกรณ์ (Hardware) มาสู่บทบาทของสื่อในการเรียนรู้ การศึกษาอย่างเป็นระบบถูกนำมาใช้ ในการสร้างวิธีการต่างๆที่จะทำให้คุณลักษณะ (Attribute) หรือลักษณะ (Features) ของสื่อต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเรียนรู้ (Learning) ทฤษฎีต่าง ๆ หรือโมเดลการสื่อสาร (Model of communication) ได้มีการการพัฒนาควบคู่ไปกับบทบาทของสื่อ โมเดลเหล่านี้ช่วยทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตทัศนศึกษา (Audio visual specialists) ได้พิจารณาทุกๆ องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสื่อสารเพิ่มขึ้นด้วยเหตุผลดังกล่าว การศึกษาทางด้านโสตทัศนศึกษา(Adiovisual Education) จึงขยายแนวความคิด(Concept)ที่กว้างขวางเพิ่มขึ้นกว่าเดิมที่มุ่งเน้นเฉพาะด้านสื่อ(Media)เท่านั้น ประกอบกับการมาประสานร่วมกันกับศาสตร์ทางโสตทัศนศึกษา (Audiovisual Science) ทฤษฎีการสื่อสาร (Communication Theories) ทฤษฎีการเรียนรู้ (Learning Theory) และการออกแบบการสอน (Instructional Design) ได้เริ่มขึ้น และเป็นการเริ่มต้นของเทคโนโลยีทางการสอน (Instructional Technology)จากผลของการใช้สื่อต่าง ๆ ที่เพิ่มมากขึ้น ระหว่างช่วงทศวรรษที่ 1970 และ 1980 สาขาวิชานี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงและเติบโตมากขึ้น ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อกลายเป็นผู้ที่มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในชุมชนโรงเรียน สื่อที่มีรูปแบบใหม่ๆได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น และความเคลื่อนไหวต่าง ๆ นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงศาสตร์ทางด้านโสตทัศนศึกษา การศึกษาทางด้านสื่อซึ่งเริ่มประมาณปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 และดำเนินการต่อเนื่องมา สื่อกลายเป็นสิ่งที่ถูกมองว่าไม่สามารถเป็นส่วนที่แยกตัวออกมาอย่างโดดเดี่ยวได้ แต่ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางเทคโนโลยีการศึกษา ซึ่งกว้างขวางกว่าแนวคิดเดิม เช่นเดียวกับการออกแบบการสอนที่พัฒนาไปเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในสาขาวิชา และศาสตร์ทางด้านสื่อได้เติบโตพร้อมทั้งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับการออกแบบการสอน (Instructional design) และการสื่อสาร (Communication)พัฒนาการของคอมพิวเตอร์เพื่อการสอน (Instructional Computer Roots)คอมพิวเตอร์มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับนวัตกรรมการศึกษา(Innovations)ในปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ยุคแรกจะนำอิเลคทรอนิกส์ดิจิตอลมาใช้ในการสร้าง ประวัติศาสตร์ของการพัฒนาคอมพิวเตอร์อาจแบ่งเป็น 4 ช่วง คือ ในยุคแรกของคอมพิวเตอร์จะใช้เทคโนโลยีหลอดสูญญากาศในยุคต่อมาหลังจากทศวรรษ 1950 และในช่วงเริ่มต้นของ 1960 ในยุคนี้จะใช้ เทคโนโลยีทรานซิสเตอร์ (Transistor) พบว่าคอมพิวเตอร์ในยุคนี้จะมีขนาดเล็กลงและความเร็วเพิ่มขึ้นและราคาลดลงและมีเสถียรภาพเพิ่มขึ้นในยุคที่3 จะมีความเร็วเพิ่มขึ้นเพราะนำเทคโนโลยี Solid State มาบูรณาการกับ Circuit เรียกว่า Intergrated-Ciucuit (ICs) และ Ics ซึ่งการบูรณาการเทคโนโลยีดังกล่าวเข้าด้วยกัน เรียกว่า ชิฟ (Chip)ในยุคที่ 4 เริ่มเข้ามาในทศวรรษ 1970 และใช้ Very Large-scale integration (VLSI) สิ่งทีมีการพัฒนาที่สำคัญที่สุดในยุคนี้คือ ไมโครโปรเซสเตอร์ เป็นชิฟเดี่ยวที่ทำจากซิลิคอน ซึ่งพัฒนาโดยวิศวกรของบริษัท Intel Corporation การพัฒนานี้นำไปสู่ Personal Computer ในปี 1977 ได้มีบริษัทคอมพิวเตอร์ต่างๆที่มีการผลิตได้แก่บริษัท Apple Commodore และ Tandy/Radio Shack นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการพัฒนาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์จนกระทั่ง 1981 บริษัท IBM ได้เสนอรูปแบบใหม่ของ Personal computer และในปี 1984บริษัทAppleได้ออกแบบ Personal Computer ใหม่ที่เรียกว่า Macintosh ซึ่งมีลักษณะการ Interface ที่ใช้กราฟิกและใช้เมาส์เป็นเครื่องมือชี้ พร้อมด้วย Microsoft windows วิธีการนี้ช่วยทำให้ Personal Computer ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น และนอกจากนี้ยังมี Laser Printer และ Modem ตลอดจนอุปกรณ์อื่นๆที่ช่วยส่งเสริมสมรรถนะของ Personal Computer และในปี ค.ศ. 1990 อินเตอร์เน็ตได้เข้ามาอย่างเงียบๆในฐานะที่เป็นเครื่องมือสำหรับนักวิจัยอยู่หลายปี และต่อมาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นพร้อมกับการเติบโตของ Wold Wide Web แต่เดิม Personal Computer ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นเครื่องที่แยกเป็นเครื่องเดี่ยว(Stand alone) กลายเป็นเครื่องมือที่สามารถเชื่อมโยงติดต่อกับเครื่องอื่นๆและเครือข่ายของPersonal Computer ก็ปรากฏในรูปแบบที่โดดเด่นของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในขณะนั้นเอง การนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการศึกษายังไม่มากนักและและได้เริ่มมีการนำเข้ามาใช้นับตั้งแต่ช่วงต้นของ 1960 ก่อนการมาของ Personal Computer ที่มหาวิทยาลัย Stanford โดย Patrick Suppes และผู้ร่วมงานได้จัดตั้งโครงการคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer-Assisted Instruction) โดยร่วมมือกับผู้เรียนในระดับประถมศึกษา และร่วมงานกับ Stanford พัฒนาคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบฝึกปฏิบัติ (Drill and practice) และแบบการสอน (Tutorial) โดยเริ่มต้นศึกษาในวิชาคณิตศาสตร์และวิชาในหลักสูตร โดยใช้คอมพิวเตอร์แบบเมนเฟรม (Mainframe) ได้ทำการวิจัยและพัฒนาโปรแกรมอย่างรอบคอบ ซึ่งกลายมาเป็นโมเดลสำหรับการพัฒนาซอร์ฟแวร์สำหรับการเรียนการสอนในช่วงต่อมาและในช่วงต้นทศวรรษ 1960 โครงการ PLATO ได้เริ่มขึ้นที่มหาวิทยาลัยอิลินอย (IIlinois) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในด้าน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน PLATO (Programmed Logic for Automatic Teaching Operation) ซึ่งเป็นผลที่ทำให้เกิดการพัฒนาโปรแกรมซอร์ฟแวร์ที่มีคุณภาพในสาขาวิชาต่างๆเป็นจำนวนมาก PLATO มีบทบาทในการจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยอิลินอยและได้มีการนำระบบนี้ไปใช้ที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ บทเรียนที่เป็นต้นแบบในการพัฒนาสามารถปรับมาใช้กับ Personal Computerได้ และโปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้ในการพัฒนาบทเรียน เรียกว่า TUTOR ซึ่งยังคงมีการใช้สำหรับระบบการฝึกอบรม ผลกระทบที่มีเกี่ยวกับโครงการคอมพิวเตอร์ เช่น PLATO ยังมีข้อจำกัดเพราะการผลิตช่วงเริ่มแรกยังคงต้องอาศัยคอมพิวเตอร์แบบเมนเฟรม (Main frame) หรือมินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer) ซึ่งยังไม่สามารถที่จะใช้กันได้อย่างกว้างขวาง การปรากฎตัวของ Personal Computer ในปี คศ.1970 เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง โดยแท้จริงแล้วการพัฒนาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เพื่อการสอน ไม่ได้เป็นผลที่พัฒนามาจากการใช้ที่เปลี่ยนจากคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบใหญ่ เช่น Main frame มาสู่ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ตัวอย่างเช่น Seymour Papert และผู้ร่วมงานที่ MIT เริ่มต้นงานโดยใช้ภาษา Logo ในทศวรรษ 1970 โดยใช้คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ และภาษา Logo ก็สามารถปรับมาใช้กับ Personal Computer ได้ และเป็นส่วนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จของการใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนการสอน จากนั้น Minnesota Educational Computing Consortium (MECC) หนึ่งในจำนวนมลรัฐใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษาได้เริ่มใช้คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่และปรับเปลี่ยนมาใช้กับ Personal Computer อย่างไรก็ตามจัดได้ว่าเป็นเครื่องมือส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนการสอนแพร่หลายในช่วงทศวรรษที่ 1980 ได้มีการใช้ Personal Computer ในโรงเรียน และได้ขยายตัวในด้านการใช้อย่างมาก จากข้อมูลของ Office of Technology Assessment พบว่ามีการขยายตัวจาก 18 % เป็น 95 % ในระยะเริ่มแรกที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลถูกนำเข้ามาสู่โรงเรียน ขณะนั้นเครื่องมือที่ใช้ในการผลิตและซอร์ฟแวร์ยังมีจำกัด จึงเป็นผลให้การใช้คอมพิวเตอร์ในช่วงนี้จะเน้นเกี่ยวกับโปรแกรมและการเรียนรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาคอมพิวเตอร์ (Computer Literacy) ได้ถูกผลักดันเข้ามา และโปรแกรมการเรียนคอมพิวเตอร์ถูกบูรณาการเข้าไปในหลักสูตรมุ่งเน้นเกี่ยวกับการพัฒนาความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ ทักษะการเขียนโปรแกรมและได้มีการทำนายจากนักการศึกษาว่า สาขาวิชาคอมพิวเตอร์และการเขียนโปรแกรมจะได้รับการจัดให้เรียนควบคู่ไปเช่นเดียวกับด้านการอ่าน การเขียน หรือการเรียนเลขคณิตในโรงเรียน จากการที่มีการใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลกันอย่างกว้างขวางและสมรรถนะของคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น การเพิ่มปริมาณของซอร์ฟแวร์และสามารถจัดหาได้ง่าย โปรแกรม CAI ในรายวิชาต่างๆปรากฏมากมาย และซอร์แวร์ ที่มีคุณภาพเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ผลิตผลที่นำมาใช้ เช่น เวิร์ดโปรเซสเซอร์ อิเล็กโทรนิกส์สเปรดชีทและการจัดการของ Data Base ได้รับการพัฒนาและนำมาใช้และได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นในการใช้อย่างมีประสิทธิภาพและในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ผู้เชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์การเรียนการสอนได้ล้มเลิกแนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาคอมพิวเตอร์ และแยกมาจัดตั้งเป็นสาขาทางการศึกษาใหม่โดยนำแนวคิดการบูรณาการลงในหลักสูตร รวมถึงการใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในบริบทของเนื้อหาวิชาดังนั้นความสนใจจึงมุ่งไปที่การใช้คอมพิวเตอร์ที่มีการบูรณาการ การใช้คอมพิวเตอร์เข้าไปสู่เนื้อหาในสาขาวิชาเฉพาะ ดังนั้นการใช้ Word Processing ในการสอนการเขียน หรือการใช้ภาษา Logo เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษา เป็นต้นจากเทคนิคดังกล่าวช่วงหลังของทศวรรษที่ 1970-1990 คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลได้เปลี่ยนแปลงจากความแปลกใหม่ที่สามารถใช้กับโปรแกรมง่ายๆมาสู่ความสามารถที่ใช้ได้อย่างกว้างขวาง อเนกประสงค์มีประสิทธิภาพและเป็นเครื่องมือทางการศึกษา และคอมพิวเตอร์เพื่อการสอนเป็นสาขาวิชาที่เปลี่ยนแปลงมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากการเน้นการใช้คอมพิวเตอร์ในแนวที่ยังแคบ ได้แก่ คอมพิวเตอร์และโปรแกรมมาสู่แนวคิดที่กว้างขวาง คือ เป็นเครื่องมือที่บูรณาการเข้าไปกับกระบวนการสอน เช่นเดียวกับ การออกแบบการสอน (Instructional Design) ศาสตร์ทางด้านสื่อ (Media Science) และคอมพิวเตอร์การเรียนการสอน (Instructional Computing) ก็ได้รับการยอมรับในฐานะที่เป็นสาขาวิชาของตนเองEducational Technology และ Instructional Technology ในวงการสาขาวิชานี้ ได้เรียกทั้ง Educational Technology และ Instructional Technology ซึ่ง Barbara และ Rita (1994) ได้กล่าวไว้ 2 ประการ คือ
1) คำว่า Instructional Technology เป็นคำที่มีความเหมาะสมกับ Technology ในการอธิบายส่วนประกอบของเทคโนโลยีได้ครอบคลุมชัดเจนมากว่า
2) คำว่า Educational Technology มีความหมายโดยทั่วไปที่ใช้กับโรงเรียน หรือระบบ การศึกษา แต่คำว่า Instructional นั้นไม่เพียงแต่สอดคล้องกับระบบการศึกษาเท่านั้นแต่ยังรวมถึงสถานการณ์การฝึกอบรมได้เช่นกัน นอกจากนี้ Knirk และ Gustafson (1986) ได้กล่าวว่า "Instructional" เกี่ยวข้องกับปัญหาด้านการเรียนการสอน ในขณะที่ "Educational" เป็นคำที่มีความหมายกว้างๆ รวมลักษณะต่าง ๆ ของการศึกษาเข้าไว้ นอกจากนี้ยังได้ชี้แจงเหตุผลของการใช้คำ Educational Technology เพราะว่า Instruction หรือ การเรียนการสอนเป็นส่วนประกอบหนึ่งของ Educational Technology ดังนั้น คำนี้จึงช่วยขยายขอบเขตของสาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และ "Educational" มีความหมายครอบคลุมไปถึง การเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย รวมทั้งบ้าน โรงเรียน ที่ทำงาน แต่ Instructional มุ่งเน้นแต่เพียงสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนเท่านั้น อาจมีข้อสังเกต คือ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา Educational Technology เป็นคำที่นิยมแพร่หลายในอังกฤษ และแคนาดา แต่ประเทศสหรัฐอเมริกานิยมใช้คำว่า Instructional Technologyในปี 1977 Association for Educational Communications and Technology (AECT) ได้ให้นิยามที่แตกต่างกันระหว่าง Educational และ Instructional Technology ไว้ดังนี้
เทคโนโลยีการศึกษา หรือ Educational Technology เป็นส่วนหนึ่ง (Subset) ของการศึกษาหรือ Education ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ของมนุษย์ในทุกลักษณะ โดยผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน หรือที่มี ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตามคำนิยมดังกล่าว เทคโนโลยีการศึกษา มีความหมายรวมถึงการเรียนรู้ผ่านสื่อสารมวลชน (Mass media) และสนับสนุนแบบการสอนและระบบการจัดการ ส่วน Technology in Educational หมายถึง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนระบบการศึกษา เช่น การรายงานผล การเรียน ตารางเรียน และงบประมาณจากแนวคิดที่ว่า Instructional Technology เป็นส่วนหนึ่ง ของ Educational Technology มาจากหลักเหตุผลที่ว่า การสอน (Instruction) เป็นส่วนหนึ่ง (subset) ของการศึกษา (Education) ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเรียนรู้ ซึ่งเป็นเป้าหมายของการศึกษานั่นเอง (AECT 1977)ตั้งแต่ 1977 เป็นต้นมา ไม่ปรากฏความแตกต่างระหว่างความหมายของคำต่าง ๆ เหล่านี้ ในปัจจุบันทั้ง 3 คำดังกล่าวได้ถูกนำมาอธิบายการประยุกต์ใช้เครื่องมือและกระบวนการทางเทคโนโลยี ซึ่งสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาการสอนและการเรียนรู้ ปัจจุบันวิชาชีพได้ให้ความสนใจกับกิจกรรมและความคิดรวบยอด (concepts) โดยภาพรวม ของสถานการณ์การสอนมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่การสอนที่เป็นไปโดยทางอ้อม หรือเกิดจากความจงใจหรือโดยตรง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ได้มีการเน้นเกี่ยวกับปัญหาในทุก ๆ ด้านของการศึกษาเหล่านั้นน้อยลง และได้มามุ่งเน้นเกี่ยวกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับผลของการสอนที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือโดยอ้อมที่มีต่อการเรียนรู้มากของผู้เรียนเพิ่มขึ้น ดังนั้น ในปัจจุบันเป็นการยากที่จะยืนยันในความหมายของ 'Instructional Technology' และ 'Technology in Education' ว่าเป็นส่วนหนึ่ง (subset) ของ 'Educational Technology'ในปัจจุบัน คำว่า 'Educational Technology' และ 'Instructional Technology' อาจมีการใช้สลับกันหรือแทนกันโดยนักเทคโนโลยีการศึกษา เพราะว่า คำว่า 'Instruction Technology'
1) เป็นคำที่ใช้แพร่หลายในสหรัฐอเมริกา
2) ครอบคลุมถึงการปฏิบัติ
3) อธิบายองค์ประกอบของเทคโนโลยีในการศึกษาได้อย่างชัดเจน
4) เป็นทั้งการสอนและการเรียนรู้ในคำนิยามเดียวกันคำว่า 'Instructional Technology' ได้ถูกใช้ในคำนิยามตั้งแต่ปี 1944 เป็นต้นมา แต่คำว่า Educational Technology และ Technology in Education ได้มีพิจารณาว่าเป็นคำที่ใช้ได้เช่นเดียวกัน (Synonymous)ดังนั้น Barbara และ Rita (1994) ได้ให้ความหมาย คำว่า เทคโนโลยีการสอน (Instructional Technology) หมายถึง ทฤษฎีและการปฏิบัติในขอบข่ายที่เกี่ยวข้องกับ การออกแบบ การพัฒนา การใช้การจัดการ และประเมินผล ของกระบวนการและแหล่งการเรียนสำหรับการเรียนรู้ ดังจะเห็นความสัมพันธ์ของขอบข่ายทั้ง 5 ได้แก่ การออกแบบ(Design) การพัฒนา (Development) การใช้ (Utilization) การจัดการ (Management) และการประเมิน (Evaluation) ดังแสดงไว้ในภาพและมีรายละเอียดดังนี้แผนภาพที่ 1: ขอบข่ายของเทคโนโลยีการสอนในสาขาวิชาชีพจำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้ต่างๆ ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติในแต่ละขอบข่าย(Domain)ของเทคโนโลยีการสอน ประกอบด้วยองค์ความรู้ทางด้านวิจัยและประสบการณ์ ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับวิชาชีพในสาขาต่างๆ ทฤษฎี ประกอบด้วย ความคิดรวบยอด ที่สร้างขึ้นจากผลการวิจัย หลักการ และนิยามที่นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ ส่วนการปฏิบัติเป็นการประยุกต์องค์ความรู้ต่าง ๆ เพื่อนำไปแก้ปัญหา นอกจากนั้นการปฏิบัติสามารถที่จะไปสร้างพื้นฐานความรู้ โดยอาศัยข้อมูลที่ได้รับจากประสบการณ์ ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติการของเทคโนโลยีการสอน ทำให้การใช้ Model ได้กว้างขวางขึ้น Model ของกระบวนการที่อธิบายวิธีการดำเนินงาน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงทฤษฎีและการปฏิบัติเข้าด้วยกัน ทฤษฎีก็สามารถก่อให้เกิด Model ที่สามารถแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ได้เช่นกัน Models เหล่านี้ เรียกว่า Conceptual Models (Richey 1986)การออกแบบ การพัฒนา การใช้ การจัดการ และการประเมิน (Design, Development, Utilization, Management and Evaluation) ส่วนประกอบทั้ง 5 ดังกล่าวข้างต้น เป็นขอบข่ายของพื้นฐานความรู้และองค์ประกอบที่สำคัญในสาขาวิชานี้ อาจเรียกได้ว่า 5 ขอบข่ายพื้นฐานของสาขาวิชาเทคโนโลยีการสอน ซึ่งแต่ละองค์ประกอบก็จะแตกต่างกันไป
1. การออกแบบ (Design) แสดงให้เห็นถึงการสร้างหรือก่อให้เกิดทฤษฏีที่กว้างขวางที่สุดของเทคโนโลยีการสอน ในศาสตร์ทางการศึกษา
2. การพัฒนา (Development) ได้มีการเจริญก้าวหน้าและแสดงให้เห็นแนวทาง ในการปฏิบัติ
3. การใช้ (Utilization) ทางด้านนี้ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าดังเช่น ด้านทฤษฎีและการปฏิบัติ อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะได้มีการดำเนินการกันมากเกี่ยวกับด้านการใช้สื่อการสอนกันมากมาย แต่ยังมีด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากการใช้สื่อการสอนที่มิได้รับการใส่ใจ
4. การจัดการ (Management) เป็นด้านที่เป็นหลักสำคัญของสาขานี้ เพราะจะต้องเกี่ยวข้องกับแหล่งการเรียนรู้ ที่จะต้องสนับสนุนในทุกๆองค์ประกอบ ซึ่งจะต้องมีการจัดระเบียบและแนะนำ หรือการจัดการ
5. การประเมิน (Evaluation) ด้านนี้จะเกี่ยวข้องกับการประเมินเพื่อปรับปรุง (Formative Evaluation)ขอบข่ายของของกระบวนการและแหล่งการเรียนรู้
1. กระบวนการ ในที่นี้ หมายถึง ลำดับของการปฏิบัติการหรือกิจกรรมที่มีผลโดยตรงต่อเทคโนโลยีการสอน ประกอบด้วยทั้งด้านการออกแบบ และกระบวนการส่งข้อมูลข่าวสาร ความรู้ กระบวนการ หมายถึง ลำดับที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลป้อนเข้า (Input) การกระทำ (Action) และผล ซึ่งการวิจัยในปัจจุบันจะมุ่งเน้นยุทธวิธีการสอนและความสัมพันธ์ของรูปแบบการเรียนรู้และสื่อ ยุทธวิธีการสอน (Instruction strategies) เป็นวิธีการสำหรับการเลือกและจัดลำดับกิจกรรม ตัวอย่างของกระบวนการเป็นระบบการส่ง เช่น การประชุมทางไกล (Teleconferencing) รูปแบบการสอน เช่น การศึกษาอิสระ รูปแบบการสอน (Model of teaching) ได้แก่ การสอนแบบอุปนัย (Inductive) และรูปแบบสำหรับการพัฒนาการสอน ได้แก่ การออกแบบระบบการสอน (Instructional system design) กระบวนการ (Process) ส่วนใหญ่จะเป็นลำดับขั้นตอนแต่ไม่เสมอไป
2. แหล่งการเรียน (Resources) แหล่งการเรียนรู้เป็นแหล่งที่จะสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน รวมถึงสนับสนุนระบบ และวัสดุการสอนตลอดจนสิ่งแวดล้อม สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา หรือวิชาเทคโนโลยีการสอน ได้พัฒนาและเจริญก้าวหน้ามาจากความสนใจเกี่ยวกับการใช้สื่อการสอนและกระบวนการสื่อสาร แต่แหล่งการเรียนรู้จะไม่ใช่เพียงเครื่องมือ อุปกรณ์ และวัสดุที่ใช้ในกระบวนการเรียนรู้และการสอนเท่านั้น แต่ยังรวมถึง บุคคล งบประมาณ สิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนสิ่งที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้เป็นรายบุคคลได้การเรียนรู้ ( Learning) วัตถุประสงค์ของเทคโนโลยีการสอนเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลและส่งผลต่อการเรียนรู้ โดยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลการเรียนรู้ และทำให้เกิดความกระจ่างชัดในการเรียนรู้ เป็นวัตถุประสงค์ของการสอน ซึ่งจะหมายถึงการเรียนรู้นั่นเอง การเรียนรู้ เป็นสิ่งที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงความรู้ ทักษะ และเจตคติ ที่เป็นเกณฑ์ในการสอนหรือในนิยามที่ว่า
"การเรียนรู้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรในด้านความรู้ของบุคคลหรือพฤติกรรม รวมถึงประสบการณ์ต่างๆ โดยสรุป เมื่อเปรียบความหมายของเทคโนโลยีการสอนหรือการศึกษา จะพบว่ามีหลาย แนวคิดหลัก (Concept) ที่ปรากฏขึ้นมา แม้ว่าจะมีบริบทและความหมายที่เปลี่ยนแปลงไป แต่เดิมคำที่มักจะพบบ่อยคือ ระบบ(Systematic) แหล่งการเรียน(Resource) และกระบวนการ (Process) และคำที่แสดงถึงความหมาย
'เทคโนโลยีการสอน' ในปี 1994 ได้แก่ การออกแบบ การพัฒนา การใช้ การการจัดการ และการประเมินผล ในทางตรงข้าม คำที่ใช้เดิมนี้ ได้แก่ 'การควบคุม' สิ่งอำนวยความสะดวก ลำดับขั้น คน/เครื่องจักร เครื่องมือ ในแต่ละความหมายได้กำหนดวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในการเรียนรู้และการแก้ปัญหา ซึ่งจะเห็นได้ว่า ความหมายที่ปรากฎมาใหม่ในปี 1994 มีความใกล้เคียงกับความหมาย ปี 1963 และ ปี 1971 มากกว่าปี 1977 ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา ปี1973 Ely ได้อภิปรายว่า เป็นการประสานร่วมกันของ 3 ขอบข่ายหลัก คือ- วิธีระบบ (A systematic approach) - วิธีการ (Means) - สาขาวิชาที่ตรงตามเป้าหมายแต่ความหมายของปี 1994 ได้อธิบาย วิธีการ (Means) เป็นกระบวนการและแหล่งการเรียนรู้ (Process and resources) และวิธีระบบเป็นขอบข่ายของ
(1) การออกแบบ
(2) การพัฒนา
(3) การใช้
(4) การจัดการ
(5) การประเมิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความก้าวหน้าหรือทิศทางหรือแนวโน้มของ เทคโนโลยีการสอนที่เคลื่อนไหวในสาขานี้ได้มุ่งไปสู่ทฤษฏีและการปฏิบัติ
เขียนโดย ชุติมา เลาะวิถี ที่ 11:00 หลังเที่ยง 0 ความคิดเห็น
if (window['tickAboveFold']) {window['tickAboveFold'](document.getElementById("latency-3688827158120729311")); }
สมัครสมาชิก: บทความ (Atom)
ความหมายเทคโนโลยี (Technology) มาจากภาษาลาตินว่า Texere แปลว่า การสาน (To weave) หรืออีกนัยหนึ่งมาจากคำว่า "Technologia" ซึ่งมาจากภาษากรีก หมายถึง การทำอย่างมีระบบ ซึ่งได้มีผู้ให้นิยามต่างๆ ไว้ดังนี้คาร์เตอร์ วี กูด (Carter V.Good, 1973) ให้ความหมายไว้ว่า เทคโนโลยี หมายถึง การนำวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้งานด้านต่างๆ เพื่อปรับปรุงระบบนั้นๆเจมส์ ดี ฟินส์ (Jemes D.Finn, 1972) กล่าวว่า เทคโนโลยีมีความหมายลึกซึ้งไปกว่าประดิษฐ์กรรม เครื่องมือเครื่องยนต์กลไกต่างๆ แต่หมายถึง กระบวนการ แนวความคิด แนวทาง หรือวิธีการในการคิด ในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเอดการ์ เดล (Edgar Dale, 1969) ได้ให้ความหมายไว้ว่า เทคโนโลยี มิใช่เครื่องมือ เครื่องยนต์กลไกต่างๆ แต่เป็นแผนงาน วิธีการทำงานอย่างมีระบบ ที่ทำให้งานนั้นบรรลุตาม
แผนงานที่วางไว้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมาย "เทคโนโลยี" ไว้ว่า เป็น วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะ ในการนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรมจากแนวคิดต่างๆ อาจกล่าวได้ว่า" เทคโนโลยี " หมายถึง
การนำแนวคิด หลักการ เทคนิค วิธีการ กระบวนการ ตลอดจนผลิตผลทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในระบบงานต่างๆ เพื่อปรับปรุงระบบงานนั้นๆ ให้ดีขึ้น และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันในวงการต่างๆ เช่น เกษตร แพทย์ อุตสาหกรรม ธุรกิจ ทหาร ต่างก็นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาขาวิชาชีพของตนอย่างเต็มที่ อันจะเอื้ออำนวยในด้านต่างๆ ดังนี้
1. ด้านประสิทธิภาพ (Efficiency) เทคโนโลยีจะช่วยให้การทำงานนั้นสามารถบรรลุผลตามเป้าหมายได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
2. ด้านประสิทธิผล (Effectiveness) เทคโนโลยีจะช่วยให้การงานนั้นได้ ผลผลิตออกมาอย่างเต็มที่
3. ประหยัด (Economy) จะช่วยประหยัดเวลา ทรัพยากร และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด อันจะเป็นผลทำให้ราคาของผลิตนั้นราคาถูกลง
4. ปลอดภัย (Safety) เป็นระบบการทำงานที่อำนวยให้เกิดความปลอดภัยเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ได้มีการนำ เทคโนโลยี มาใช้ในการพัฒนาด้านต่างๆ ในหลายวงการ จากประโยชน์นานัปการที่ได้รับจากเทคโนโลยีที่มีต่อการพัฒนาด้านต่างทางด้านการศึกษาได้ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เรียกว่า
เทคโนโลยีการศึกษา (Educational Technology)
ทั้งนี้เพื่อมุ่งเน้นให้การดำเนินการจัดการศึกษา ซึ่งเป็นหลักที่สำคัญในการพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ความหมาย
" เทคโนโลยีการศึกษา "ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2526) ได้ให้นิยามไว้ว่า "เทคโนโลยีการศึกษา" เป็นระบบการประยุกต์ผลิตกรรมทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ วัสดุ และผลิตกรรมทางวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ อุปกรณ์โดยยึดหลักการทางพฤติกรรมศาสตร์ ได้แก่ วิธีการ มาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษา ทั้งด้านการบริหาร หรืออีกนัยหนึ่ง เทคโนโลยีการศึกษา เป็นระบบการนำวัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการมาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการศึกษาให้สูงขึ้นสันทัด และ พิมพ์ใจ (2525) กล่าวว่า เทคโนโลยีการศึกษา หมายถึง การนำเอาความรู้แนวความคิด กระบวนการ ตลอดจนวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ มาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพคาร์เตอร์ วี กูด (Carter V.Good, 1973) ได้กล่าวว่า
" เทคโนโลยีการศึกษา " หมายถึงการนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อการออกแบบ และส่งเสริมระบบการเรียนการสอน โดยเน้นที่วัตถุประสงค์ทางการศึกษาที่สามารถวัดได้อย่างถูกต้องแน่นอน มีการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียน มากกว่าที่จะยึดเนื้อหาวิชา มีการใช้การศึกษาเชิงปฏิบัติ โดยผ่านการวิเคราะห์และการใช้เครื่องมือโสตทัศนูปกรณ์ รวมถึงเทคนิคการสอนโดยใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ สื่อการสอนต่างๆ ในลักษณะของสื่อประสม และการศึกษาด้วยตนเองกิดานันท์ (2543) ได้ให้ความหมาย ของ

เทคโนโลยีการศึกษา ว่า เป็นการประยุกต์เอา เทคนิค วิธีการ แนวความคิด วัสดุ อุปกรณ์ และสิ่งต่างๆ อันสืบเนื่องมาจากเทคโนโลยีมาใช้ในวงการศึกษาคณะกรรมการกำหนดศัพท์และความหมายของสมาคมเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาของสหรัฐอเมริกา (AECT, 1979) อธิบายว่า
" เทคโนโลยีการศึกษา " (Educational Technology)เป็นกระบวนการที่มีการบูรณาการอย่างซับซ้อน เกี่ยวกับบุคคล กรรมวิธี แนวคิด เครื่องมือ และองค์กร เพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์ปัญหา สร้าง ประยุกต์ใช้ ประเมินผล และจัดการแก้ปัญหาต่างๆ ดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของมนุษย์ในทุกลักษณะ หรืออาจกล่าวได้ว่า "เทคโนโลยีการศึกษา" และขั้นตอนการแก้ปัญหาต่างๆ จะอยู่ในรวมถึงแหล่งการเรียนรู้ที่ได้มีการออกแบบ เลือก และนำมาใช้เพื่อใช้ พื่อมุ่งสู่จุดมุ่งหมาย คือ การเรียนรู้ นั่นเอง จากความหมายของสมาคมเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาของสหรัฐอเมริกา ดังกล่าวข้างต้น ได้มีการขยายแนวคิด เกี่ยวกับเทคโนโลยีการศึกษาเพราะการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากพื้นฐานทางทฤษฎีพฤติกรรมนิยม(Behaviorism)มาสู่พุทธิปัญญานิยม(Cognitivism)และรังสรรคนิยม(Constructivism)ประกอบทั้งความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอมพิวเตอร์ ได้มีการปรับเปลี่ยนความหมายเหมาะสมกับสภาพความเปลี่ยนแปลง ดังนี้ เทคโนโลยีการศึกษา หรือเทคโนโลยีการสอน (Instructional Technology) หมายถึง ทฤษฎี และการปฏิบัติเกี่ยวกับ การออกแบบ การพัฒนา การใช้ การจัดการ และการประเมิน ของกระบวนการและแหล่งการเรียน สำหรับการเรียนรู้ (Seels,1994)จากความหมายดังกล่าว จะเห็นได้ว่า แหล่งการเรียน อาจจำแนกได้เป็น สาร(Message) คน (People)วัสดุ (Materials) เครื่องมือ (Devices) เทคนิควิธีการ(Techniques and Setting) กระบวนการในการวิเคราะห์ปัญหา และการสร้าง หรือผลิต การนำไปใช้ (Implementing) ตลอดจนการประเมินการแก้ปัญหานั้นจะกล่าวไว้ในส่วนของ การพัฒนาการวิจัยเชิงทฤษฎี การออกแบบ การผลิต การประเมินผล-การเลือก (Evaluation Section) ตรรกศาสตร์(Logistics) การใช้และการเผยแพร่ส่วนในเรื่องของกระบวนการของการอำนวยการหรือการจัดการ ส่วนหนึ่งจะกล่าวไว้ในเรื่องของ การบริหารจัดการองค์กร บุคคล ซึ่งความสัมพันธ์ของส่วนประกอบดังกล่าวแสดงไว้ในโมเดลของขอบข่ายของเทคโนโลยีการศึกษา ที่จะกล่าวต่อไปจากแนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับ
" เทคโนโลยีการศึกษา " อาจสรุปได้ว่า เป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับ กระบวนการที่มีการบูรณาการเกี่ยวกับ บุคคล กรรมวิธี แนวคิด เครื่องมือ อุปกรณ์ และองค์กร อย่างซับซ้อน โดยการวิเคราะห์ปัญหา การผลิต การนำไปใช้ และประเมินผล เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของมนุษย์

นวัตกรรม (Innovation)
หมายถึง การทำสิ่งใหม่ๆ หรือ ทำสิ่งใหม่ขึ้นมา มาจาก คำภาษาอังกฤษว่า Innovate มาจากคำว่า Innovare ซึ่งหมายถึง to renew, to modify อาจแปลความหมายได้ว่า ทำใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆเข้ามา (บุญเกื้อ,2543) นอกจากนี้ยังมีนักการศึกษาให้คำนิยามต่างๆไว้ดังนี้Thomas Hughes ได้ให้ความหมาย " นวัตกรรม " ว่าเป็นการนำวิธีการใหม่ๆ มา ปฏิบัติ หลังจากได้ผ่านการทดลอง หรือได้รับการพัฒนามาเป็นขั้นๆ แล้ว โดยเริ่มมาตั้งแต่การคิดค้น (Invention) การพัฒนา (Development) ซึ่งอาจมีการทดลองปฏิบัติก่อน(Pilot project) แล้วจึงนำไปปฏิบัติจริง ซึ่งแตกต่างไปจากการปฏิบัติเดิมที่เคยปฏิบัติมามอร์ตัน (J.A. Morton, 1973) กล่าวว่า
" นวัตกรรม " หมายถึง การปรับปรุงของเก่าให้ใหม่ขึ้น และพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ตลอดจนหน่วยงาน หรือองค์การนั้น นวัตกรรมไม่ใช่การขจัดหรือล้มล้างสิ่งเก่าให้หมดไป แต่เป็นการปรับปรุง เสริมแต่ง และพัฒนาเพื่อความอยู่รอดของระบบไชยยศ เรืองสุวรรณ (2526) ได้ให้ความหมาย
" นวัตกรรม " ไว้ว่า หมายถึงวิธีการปฏิบัติใหม่ๆ ที่แปลกไปจากเดิม โดยอาจจะได้มาจากการคิดค้นพบวิธีการใหม่ๆขึ้นมา หรือมีการปรับปรุงของเก่าให้เหมาะสม และสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ได้รับการทดลองพัฒนาจนเป็นที่เชื่อถือได้แล้วว่าได้ผลดีทางปฏิบัติ ทำให้ระบบก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ บุญเกื้อ ครวญหาเวช (2543) กล่าวว่า
นวัตกรรมการศึกษา หมายถึง เป็นการนำเอาสิ่งใหม่ๆ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของความคิด หรือ การกระทำ รวมทั้ง สิ่งประดิษฐ์ก็ตามเข้ามาในระบบการศึกษา เพื่อมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิม ให้ระบบการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากความหมายของ " นวัตกรรม " ที่กล่าวมา ดังนั้น
" นวัตกรรมการศึกษา " คือ การนำสิ่งใหม่ๆ ซึ่งอาจจะเป็นความคิดหรือการกระทำ หรือสิ่งประดิษฐ์ขึ้นโดยอาศัยหลักการ ทฤษฎี ที่ได้ผ่านการทดลองวิจัยจนเชื่อถือได้ เข้ามาใช้ในการศึกษา เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพของการเรียนการสอน
ลักษณะเด่นที่จัดว่าเป็นนวัตกรรมการศึกษา
1. จะต้องเป็นสิ่งใหม่ทั้งหมด หรือบางส่วนอาจใช้เป็นของเก่าที่ใช้ในอดีตแล้วนำมาปรับปรุงใหม่ให้ดียิ่งขึ้น 2. มีการ ศึกษา ทดลอง โดยอาศัยหลักการ ทฤษฎี มาใช้อย่างเป็นระบบ
3. มีการพิสูจน์ด้วยการทดลองหรือวิจัย
4. ยังไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบบงานในปัจจุบัน หากว่า สิ่งใหม่ นั้นได้มีการเผยแพร่จนกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับกันโดยทั่วไป แล้วจะกลายเป็นเทคโนโลยีความเป็นมาและพัฒนาการของเทคโนโลยีการศึกษารากฐานของเทคโนโลยีการศึกษามีประวัติมายาวนานโดยเริ่มจากสมัยกรีก คำว่า Technologia หมายถึง การกระทำอย่างเป็นระบบ หรือ งานฝีมือ (Craft) ชาวกรีกได้เป็นผู้ที่เริ่มใช้วัสดุในการสอนประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง โดยการแสดงละคร ใช้ดนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาของชาวกรีกและโรมันโบราณ ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษานอกสถานที่ ส่วนการสอนศิลปะได้มีการนำรูปปั้น รวมทั้งการแกะสลักเข้ามาช่วยในการสอน ดังนั้นในสมัยนั้นเห็นความสำคัญของของทัศนวัสดุที่ช่วยในการเรียนการสอน กลุ่มที่มีชื่อเสียงกลุ่มหนึ่งได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ (Sophist) เป็นกลุ่มครูผู้สอนชาวกรีก ได้ออกทำการสอนความรู้ต่างๆให้กับชนรุ่นเยาว์ ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่มีความฉลาดปราดเปรื่อง ในการอภิปราย โต้แย้ง ถกปัญหา จนได้รับการขนานนามว่า เป็นนักเทคโนโลยีการศึกษากลุ่มแรกและ กลุ่มโซฟิสต์ที่มีอิทธิพลต่อทางด้านการศึกษา ได้แก่ โซเครติส (Socretes) พลาโต (Plato) อริสโตเติล (Aristotle) ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการวางรากฐานของปรัชญาตะวันตกบุคคลที่สำคัญอีกท่านหนึ่ง คือ โจฮัน อะมอส คอมินิอุส (JohannesAmosComenius คศ. 1592-1670) เป็นผู้ที่ใช้วัสดุ สิ่งของที่เป็นของจริงและรูปภาพ เข้ามาช่วยในการสอนอย่างจริงจัง รวมทั้งแนวคิดในเรื่องวิธีการสอนใหม่ที่ให้ความสำคัญต่อการใช้วัสดุ ของจริงมาใช้ในการสอน ตลอดจนการรวบรวมหลักการสอนจากประสบการณ์ที่ทำการสอนมา 40 ปี นอกจากนี้ได้แต่งหนังสือที่สำคัญอีกมากมายและที่สำคัญ คือ Obis Sensualium Pictus หรือที่เรียกว่า โลกในรูปภาพ ซึ่งเป็นหนังสือที่มีภาพประกอบบทเรียนต่างๆ ผลงานของคอมินิอุส ได้มีอิทธิพลต่อการพัฒนาตลอดมา จนได้รับการขนานนามว่า เป็นบิดาแห่งโสตทัศนศึกษาต่อมาได้มีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีการศึกษาซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นด้านต่างๆ ในที่นี้จะกล่าวเกี่ยวกับพัฒนาการของเทคโนโลยีการศึกษา ในส่วนประกอบหลักที่สำคัญ ได้แก่
ด้านการออกแบบการสอน ด้านสื่อการสอน และด้านคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา ดังรายละเอียดต่อไปนี้ความเป็นมาและพัฒนาการของการออกแบบการสอน (Instructional Design Roots)ยุคประวัติศาสตร์ช่วงต้นของ การออกแบบการสอน (Instructional Design) คือ ธอร์นไดค์ (Edward L.Thornlike) ในปี 1898 ได้ทำการศึกษาทดลอง เกี่ยวกับการเรียนรู้ โดยเริ่มแรกทดลองกับสัตว์ ต่อมาทดลองกับมนุษย์ จากผลการทดลองนั้นเขาได้พัฒนาทฤษฎีการเรียนรู้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ สร้างความรู้ขั้นพื้นฐานที่ว่า อินทรีย์สร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า (Stimulus) และการตอบสนอง (Response) การกระทำต่างๆจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะมีอิทธิพลต่อการแสดงพฤติกรรมนั้นซ้ำๆ กัน และในทางตรงข้ามการกระทำนั้นเป็นผลที่ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จหรือไม่เป็นที่พึงพอใจ การกระทำซ้ำก็มีความถี่น้อยลงได้เสนอแนะว่า ครูผู้สอนจำเป็นที่จะต้องสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงที่เหมาะสมอย่างชัดเจน (ตัวอย่าง สิ่งเร้า 2+2 และการตอบสนอง 4 ) โดยให้รางวัลสำหรับผู้เรียนที่สามารถสร้างการเชื่อมโยงอย่างถูกต้อง และไม่ส่งเสริมสำหรับการเชื่อมโยงที่ไม่เหมาะสม ธอร์นไดค์ได้สร้างผลงานเกี่ยวกับการประเมินผลเช่นเดียวกัน ธอร์นไดท์ได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสาขาการออกแบบการสอน ที่สามารถตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสอนแบบโปรแกรม ในปี 1920-1930 Franklin Bobbilt ได้นำแนวคิดของธอร์นไดท์ ไปประยุกต์ใช้กับปัญหาทางด้านการศึกษา โดยการสนับสนุนเป้าหมายเชิงปฏิบัติ และได้แนะนำว่า เป้าหมายของโรงเรียน ควรมาจากพื้นฐานการวิเคราะห์ทักษะที่จำเป็นสำหรับการมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ ส่วนนี้เป็นหลักพื้นฐานสำหรับการวิเคราะห์ภารกิจการเรียนในการออกแบบการสอน และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผลการสอนและการปฏิบัติการสอน (Instructional Practices) ในช่วงต้นๆของ ศตวรรษที่ 19 ได้ปรากฏผลงานเกี่ยวกับการสอนรายบุคคล (Individualize Instruction) ซึ่ง Frederic Burk และผู้ร่วมงานได้พัฒนาการสอนรายบุคคลซึ่งเป็นพื้นฐานของงานด้านนี้ในระยะต่อมาในปี 1930 Ralph W. Tyler แห่งมหาวิทยาลัย โอไฮโอ (Ohio State University) ได้เน้นศึกษา การใช้วัตถุประสงค์ในการอธิบาย เกี่ยวกับสิ่งที่ผู้เรียนคาดหวังเกี่ยวกับการเรียน Tyler ได้ปรับปรุงกระบวนการในการเขียนจุดประสงค์การสอน ในที่สุดเขาสามารถที่จะกำหนดวัตถุประสงค์การสอนได้อย่างชัดเจนในรูปของพฤติกรรมของผู้เรียน (Student Behaviors)และการใช้วัตถุประสงค์เฉพาะนี้เป็นผลที่ทำให้สามารถทำการประเมินเพื่อปรับปรุงได้ในช่วงต่อมาคือ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการวิจัยด้านการศึกษาอย่างมาก อันเนื่องมาจากสาเหตุของความจำเป็นในการฝึกอบรมบุคลากรในกองทัพ ทำให้สามารถประยุกต์การวิจัยทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ผลของความพยายามนี้จะปรากฏออกมาในรูปของการใช้สื่อการศึกษาในการฝึกอบรมต่างๆของกองทัพ อย่างไรก็ตามภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 การออกแบบการสอน (Instructional design) ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นในช่วงปี 1950 - 1960 เป็นช่วงที่สำคัญของสาขาวิชา ออกแบบการสอน(Instructional design)ในปี 1956 เบนจามิน บลูม (Benjamin Bloom )และเพื่อนร่วมงานได้ตีพิมพ์ผลงานการจำแนกจุดประสงค์การศึกษา (Taxonomy of Educational Objectives ) เป็นลำดับขั้นที่ชัดเจนที่ใช้แพร่หลายโดยทั่วไปในกลุ่มสาขาศึกษาศาสตร์มาจนถึงปัจจุบันในขณะเดียวกัน บี เอฟ สกินเนอร์ (B.F. Skinner )ได้เสนอแนวทฤษฎีการวางเงื่อนไข (Operant conditioning) ซึ่งมีรากฐานมาจากทฤษฎีพฤติกรรรมนิยม (Behaviorism) ซึ่งเป็นแนวคิดที่สำคัญในการออกแบบการสอนโดยสกินเนอร์ได้นำแนวคิดของ ธอร์นไดค์ มาขยายเพิ่มเติม โดยเน้นบทบาทของการเสริมแรง(Reinforcement)ในการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า(Stimulus)กับการตอบสนอง (Response) สกินเนอร์ได้กล่าวว่าอาจจะมีการรักษาสภาพการเรียนรู้ได้โดยการควบคุมการให้แรงเสริม แนวคิดเหล่านี้เป็นที่มา วิธีระบบ (Systematic approach ) ในการออกแบบ (Designing) การพัฒนา (Developing)การประเมิน (Evaluating) และการปรับปรุงแก้ไข (Revising)ในปี คศ.1960 สาขาวิชานี้ได้ก้าวหน้าไปในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรเบิร์ต กาเย่ (Robert Gagn) และกลุ่มทางพุทธิปัญญา ซึ่งช่วยให้การนำแนวคิดทางพุทธิปัญญา(Cognitive Theories)มาใช้ในการออกแบบการสอน และให้ความสนใจเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความเข้าใจ(Understanding) ที่เกิดขึ้นในจิตใจ (Mind) หรือในสมองของผู้เรียน นอกจากนี้ คำว่า Instructional System เริ่มถูกนำมาใช้ในการอธิบายการออกแบบการสอนอย่างเป็นระบบ เพราะว่ารัฐบาลได้ให้การสนับสนุนเกี่ยวกับวิจัยและพัฒนาสาขาวิชานี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งทำให้การออกแบบการสอนได้มีการนำมาใช้และทำการศึกษากันอย่างกว้างขวางในช่วงปลาย คศ.1960 การออกแบบการสอนได้มีการยอมรับว่าเป็นสาขาวิชาหนึ่งโดยตัวเอง และหลังจากทศวรรษ 1960 ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและขยายขอบเขตสาขาวิชาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยการนำทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม (Cognitive Theories) และเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น และสาขาวิชาการออกแบบการสอนได้เปิดทำการสอนในระดับปริญญาโทและเอก รูปแบบของการออกแบบการสอนได้ถูกพัฒนาขึ้น และมีการทดสอบโดยใช้ทฤษฎีต่างๆ การออกแบบการสอนได้แพร่หลายในกองทัพ ในการฝึกอบรมด้านธุรกิจและเริ่มแผ่อิทธิพลเข้ามาสู่การสอนในโครงการ K12ในช่วงปี คศ. 1970 เป็นต้นมา ทฤษฎีการเรียนรู้ต่างๆ ของกลุ่มพุทธิปัญญานิยม โดยเฉพาะ ทฤษฎีประมวลสารสนเทศ (Information Processing) ได้เข้ามามีบทบาท และในปัจจุบันทฤษฎีรังสรรคนิยม (Constructivism) ได้มีผู้ศึกษาวิจัยกันอย่างกว้างขวาง แนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีนี้ คือ ผู้เรียนต้องสร้างความรู้ขึ้นด้วยตนเองในบริบทของสังคม อย่างไรก็ตามอาจกล่าวได้ว่าผลงานส่วนใหญ่ของนักเทคโนโลยีการศึกษา (Instructional Technologists)ในปัจจุบันมีการยอมรับแนวคิดของกลุ่มพุทธิปัญญานิยม(Cognitivism) และรังสรรคนิยม (Constructivism) ซึ่งปรากฏผลงานวิจัยโดยส่วนมาก และเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการพัฒนาของสาขาวิชา (Newby, Stepich, Lehman and Russell,2000)ความเป็นมาและพัฒนาการของสื่อการเรียนการสอน (Instructional Media Roots)สื่อการสอน (Instructional media) และการออกแบบการสอน (Instructional design) ได้มีการพัฒนามาด้วยกันแต่ก็แยกตัวเป็นอิสระแต่ก็มีส่วนมาบรรจบกัน แม้ว่าการใช้ของจริง (Real object) ภาพวาด (Drawing) และสื่ออื่นๆนับเป็นส่วนหนึ่งของการสอน อย่างน้อยที่สุดเป็นการนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าทางด้านประวัติศาสตร์ของการใช้สื่อการสอน เช่นเดียวกับการออกแบบการสอน เป็นสิ่งที่ปรากฏชัดเจนในศตวรรษที่ 20 ในอเมริกาเหนือพบว่าพิพิธภัณฑ์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญซึ่งมีอิทธิพลของสื่อการสอน พิพิธภัณฑ์มีประวัติศาสตร์ของความร่วมมือกับโรงเรียนและมีบทบาทในชุมชนในปี1905 พิพิธภัณฑ์ทางการศึกษา St. Louis กลายเป็นพิพิธภัณฑ์แบบเปิดของโรงเรียนในสหรัฐอเมริกาซึ่งในปัจจุบัน เรียกว่า ศูนย์สื่อการศึกษา (Media Center) เป็นสถานที่เก็บรวบรวมงานศิลป หุ่นจำลอง แผนภูมิ ของจริง และสื่อวัสดุอื่นๆ ที่ได้รวบรวมมาจากทั่วโลก วัสดุเหล่านี้ถูกนำมาไว้ในโรงเรียน St. Louis ด้วยความคิดพื้นฐานที่ว่าเป็นการนำโลกมาสู่เด็ก ในทุกๆสัปดาห์จะมีการขนส่งสื่อการสอนมาให้โรงเรียน ในช่วงแรกจะส่งมาทางรถม้าต่อมาโดยทางรถบรรทุก แคตตาลอกของสื่อการสอนจะได้รับการจัดไว้ในโปรแกรมการเรียนการสอน และจัดหาให้ครูผู้สอนซึ่งสามารถสั่งจองสื่อต่างๆที่ต้องการได้ ในปีค.ศ. 1943 พิพิธภัณฑ์ St. Louis ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น ฝ่ายโสตทัศนศึกษา (Division of Audio-Visual Education)แม้ว่าก่อนที่จะเริ่มต้นศตวรรษที่ 20 ได้มีความสนใจอย่างกว้างขวางในสิ่งที่เรียกว่า การสอนโดยการใช้ภาพ (Visual instruction) หรือจักษุศึกษา (Visual education) หลักการสำคัญที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ความเคลื่อนไหวนี้คือ รูปภาพ (Picture) ซึ่งมีความใกล้เคียงกับของจริงมากกว่าคำพูด ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนเน้นการให้ข้อมูลทาง ภาษา คำพูด และรูปภาพอาจทำให้การเรียนการสอนเรื่องราวต่าง ๆที่ถ่ายทอดไปสู่ผู้เรียนได้ง่ายขึ้น โดยมี เครื่องฉายสไลด์ สเตอริโอ การฉายสไลด์แบบ "Magic lantern" ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้แสดงภาพ และได้รับความนิยมใช้ประกอบการบรรยายและสามารถพบเห็นในโรงเรียนทั่วไปก่อนเริ่มศตวรรษที่ 20 ในปี คศ.1904 รัฐนิวยอร์ค ได้จัดองค์กรที่เรียกว่า Visual Instruction Department ซึ่งจะรับผิดชอบในการเก็บรวบรวมและแจกจ่ายสไลด์ไปยังโรงเรียนต่างๆ ในปี คศ. 1920 หน่วยงานในลักษณะดังกล่าวได้มีการจัดตั้งขึ้นในมหาวิทยาลัยต่างๆเป็นจำนวนมาก และเป็นที่มาของยุคเริ่มต้นที่ต่อมากลายเป็น "Audiovisual and Media Science Department "ฟิล์ม (Film) ได้เข้ามาสู่ชั้นเรียนในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 โทมัส เอดิสัน (Thomas Edison) ได้พัฒนาชุดฟิล์มทางวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ สำหรับในโรงเรียนฟิล์มภาพยนต์ได้นำมาใช้ในการศึกษา ได้แก่ การแสดงผลงานการสร้างละคร และแคตตาลอกของฟิล์มภาพยนต์ทางการศึกษา ที่ได้มีการตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาในปี คศ. 1910 และหลังจากนั้นก็ได้นำไปใช้ในระบบการสอนในโรงเรียนของรัฐบาล (Rochester, New York) และได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในฐานะสื่อการศึกษามาตลอดศตวรรษเช่นเดียวกันได้มีความพยายามในการนำสื่อทางด้าน เสียง (Audio) เข้ามาเป็นสื่อการเรียนการสอน (Instruction media) ช่วงระหว่าง 1920-1930 ได้มีการนำวิทยุเข้าเข้ามาทดลองใช้ และ ในปีค.ศ.1929 โรงเรียนทางอากาศโอไฮโอ (Ohio School) โดยความร่วมมือกับมลรัฐมหาวิทยาลัยโอไฮโอ และสถานีวิทยุ Cincinnati และได้มีการจัดตั้งโมเดลที่คล้ายคลึงกับความร่วมมือดังกล่าวในสถานที่อื่นๆ เพื่อที่จะสาธิตการใช้วิทยุในฐานะที่เป็นสื่อทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟิล์มภาพยนต์ทางการศึกษาและสื่ออื่นๆกลายเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรมที่ใช้ในสงคราม ในช่วงระหว่างสงคราม รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ผลิตฟิล์มสำหรับการฝึกอบรม มากกว่า 800 เรื่อง และฟิล์มสตริป และได้จัดซื้อเครื่องฉายฟิล์มสตริป 10,000 เครื่อง และจ่ายเงิน 100 ล้านดอลล่าร์ สำหรับฟิล์มที่ใช้ในการฝึกอบรม การใช้สื่อเหล่านี้เป็นจำนวนมากส่งผลต่อสาขาวิชาและสนับสนุนให้เกิดแนวคิดที่ว่า สื่อเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการศึกษาและการฝึกอบรมในปี 1950 เป็นช่วงยุคการใช้โทรทัศน์ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสื่อใหม่ของการศึกษา ได้จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ที่มหาวิทยาลัยรัฐไอโอวา (Iowa) ในปี คศ. 1950 และได้มีการจัดตั้งในที่อื่นๆ ในช่วงปี คศ. 1952 Federal Communications Commission ได้จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ จำนวน 242 ช่อง และเรียกว่า สถานีโทรทัศน์ทางการศึกษา (Educational Television Station) เป็นผลที่ช่วยทำให้การใช้โทรทัศน์เพื่อการศึกษาขยายตัวและแพร่หลาย ในปัจจุบันโทรทัศน์ทางการศึกษาจะอยู่ในรูปของ National Geographic Special Public Broadcasting System's (PBS) Program Newsmagazines และ Discovery Channel และอื่นๆ ลักษณะที่พบในโรงเรียน ได้แก่ Channel One ซึ่งจะเสนอข่าวต่างๆ แม้ว่าโทรทัศน์เพื่อการเรียนการสอนจะไม่ได้บรรลุตามเป้าหมายในห้องเรียน แต่ก็ยังใช้กันอยู่ในการเรียนการสอน วิดีทัศน์ได้มีการพัฒนาและมีอิทธิพลต่อการเรียนในโรงเรียน อย่างไรก็ตามวิดีทัศน์ในโรงเรียนปัจจุบันอาจรวมถึง VCR หรือ การศึกษาทางไกลในช่วงระหว่างปี 1950 และ 1960 สาขาวิชาเกี่ยวกับสื่อการศึกษา ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากการเน้นสื่อทางด้าน เครื่องมือ อุปกรณ์ (Hardware) มาสู่บทบาทของสื่อในการเรียนรู้ การศึกษาอย่างเป็นระบบถูกนำมาใช้ ในการสร้างวิธีการต่างๆที่จะทำให้คุณลักษณะ (Attribute) หรือลักษณะ (Features) ของสื่อต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเรียนรู้ (Learning) ทฤษฎีต่าง ๆ หรือโมเดลการสื่อสาร (Model of communication) ได้มีการการพัฒนาควบคู่ไปกับบทบาทของสื่อ โมเดลเหล่านี้ช่วยทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตทัศนศึกษา (Audio visual specialists) ได้พิจารณาทุกๆ องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสื่อสารเพิ่มขึ้นด้วยเหตุผลดังกล่าว การศึกษาทางด้านโสตทัศนศึกษา(Adiovisual Education) จึงขยายแนวความคิด(Concept)ที่กว้างขวางเพิ่มขึ้นกว่าเดิมที่มุ่งเน้นเฉพาะด้านสื่อ(Media)เท่านั้น ประกอบกับการมาประสานร่วมกันกับศาสตร์ทางโสตทัศนศึกษา (Audiovisual Science) ทฤษฎีการสื่อสาร (Communication Theories) ทฤษฎีการเรียนรู้ (Learning Theory) และการออกแบบการสอน (Instructional Design) ได้เริ่มขึ้น และเป็นการเริ่มต้นของเทคโนโลยีทางการสอน (Instructional Technology)จากผลของการใช้สื่อต่าง ๆ ที่เพิ่มมากขึ้น ระหว่างช่วงทศวรรษที่ 1970 และ 1980 สาขาวิชานี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงและเติบโตมากขึ้น ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อกลายเป็นผู้ที่มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในชุมชนโรงเรียน สื่อที่มีรูปแบบใหม่ๆได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น และความเคลื่อนไหวต่าง ๆ นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงศาสตร์ทางด้านโสตทัศนศึกษา การศึกษาทางด้านสื่อซึ่งเริ่มประมาณปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 และดำเนินการต่อเนื่องมา สื่อกลายเป็นสิ่งที่ถูกมองว่าไม่สามารถเป็นส่วนที่แยกตัวออกมาอย่างโดดเดี่ยวได้ แต่ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางเทคโนโลยีการศึกษา ซึ่งกว้างขวางกว่าแนวคิดเดิม เช่นเดียวกับการออกแบบการสอนที่พัฒนาไปเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในสาขาวิชา และศาสตร์ทางด้านสื่อได้เติบโตพร้อมทั้งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับการออกแบบการสอน (Instructional design) และการสื่อสาร (Communication)พัฒนาการของคอมพิวเตอร์เพื่อการสอน (Instructional Computer Roots)คอมพิวเตอร์มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับนวัตกรรมการศึกษา(Innovations)ในปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ยุคแรกจะนำอิเลคทรอนิกส์ดิจิตอลมาใช้ในการสร้าง ประวัติศาสตร์ของการพัฒนาคอมพิวเตอร์อาจแบ่งเป็น 4 ช่วง คือ ในยุคแรกของคอมพิวเตอร์จะใช้เทคโนโลยีหลอดสูญญากาศในยุคต่อมาหลังจากทศวรรษ 1950 และในช่วงเริ่มต้นของ 1960 ในยุคนี้จะใช้ เทคโนโลยีทรานซิสเตอร์ (Transistor) พบว่าคอมพิวเตอร์ในยุคนี้จะมีขนาดเล็กลงและความเร็วเพิ่มขึ้นและราคาลดลงและมีเสถียรภาพเพิ่มขึ้นในยุคที่3 จะมีความเร็วเพิ่มขึ้นเพราะนำเทคโนโลยี Solid State มาบูรณาการกับ Circuit เรียกว่า Intergrated-Ciucuit (ICs) และ Ics ซึ่งการบูรณาการเทคโนโลยีดังกล่าวเข้าด้วยกัน เรียกว่า ชิฟ (Chip)ในยุคที่ 4 เริ่มเข้ามาในทศวรรษ 1970 และใช้ Very Large-scale integration (VLSI) สิ่งทีมีการพัฒนาที่สำคัญที่สุดในยุคนี้คือ ไมโครโปรเซสเตอร์ เป็นชิฟเดี่ยวที่ทำจากซิลิคอน ซึ่งพัฒนาโดยวิศวกรของบริษัท Intel Corporation การพัฒนานี้นำไปสู่ Personal Computer ในปี 1977 ได้มีบริษัทคอมพิวเตอร์ต่างๆที่มีการผลิตได้แก่บริษัท Apple Commodore และ Tandy/Radio Shack นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการพัฒนาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์จนกระทั่ง 1981 บริษัท IBM ได้เสนอรูปแบบใหม่ของ Personal computer และในปี 1984บริษัทAppleได้ออกแบบ Personal Computer ใหม่ที่เรียกว่า Macintosh ซึ่งมีลักษณะการ Interface ที่ใช้กราฟิกและใช้เมาส์เป็นเครื่องมือชี้ พร้อมด้วย Microsoft windows วิธีการนี้ช่วยทำให้ Personal Computer ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น และนอกจากนี้ยังมี Laser Printer และ Modem ตลอดจนอุปกรณ์อื่นๆที่ช่วยส่งเสริมสมรรถนะของ Personal Computer และในปี ค.ศ. 1990 อินเตอร์เน็ตได้เข้ามาอย่างเงียบๆในฐานะที่เป็นเครื่องมือสำหรับนักวิจัยอยู่หลายปี และต่อมาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นพร้อมกับการเติบโตของ Wold Wide Web แต่เดิม Personal Computer ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นเครื่องที่แยกเป็นเครื่องเดี่ยว(Stand alone) กลายเป็นเครื่องมือที่สามารถเชื่อมโยงติดต่อกับเครื่องอื่นๆและเครือข่ายของPersonal Computer ก็ปรากฏในรูปแบบที่โดดเด่นของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในขณะนั้นเอง การนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการศึกษายังไม่มากนักและและได้เริ่มมีการนำเข้ามาใช้นับตั้งแต่ช่วงต้นของ 1960 ก่อนการมาของ Personal Computer ที่มหาวิทยาลัย Stanford โดย Patrick Suppes และผู้ร่วมงานได้จัดตั้งโครงการคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer-Assisted Instruction) โดยร่วมมือกับผู้เรียนในระดับประถมศึกษา และร่วมงานกับ Stanford พัฒนาคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบฝึกปฏิบัติ (Drill and practice) และแบบการสอน (Tutorial) โดยเริ่มต้นศึกษาในวิชาคณิตศาสตร์และวิชาในหลักสูตร โดยใช้คอมพิวเตอร์แบบเมนเฟรม (Mainframe) ได้ทำการวิจัยและพัฒนาโปรแกรมอย่างรอบคอบ ซึ่งกลายมาเป็นโมเดลสำหรับการพัฒนาซอร์ฟแวร์สำหรับการเรียนการสอนในช่วงต่อมาและในช่วงต้นทศวรรษ 1960 โครงการ PLATO ได้เริ่มขึ้นที่มหาวิทยาลัยอิลินอย (IIlinois) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในด้าน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน PLATO (Programmed Logic for Automatic Teaching Operation) ซึ่งเป็นผลที่ทำให้เกิดการพัฒนาโปรแกรมซอร์ฟแวร์ที่มีคุณภาพในสาขาวิชาต่างๆเป็นจำนวนมาก PLATO มีบทบาทในการจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยอิลินอยและได้มีการนำระบบนี้ไปใช้ที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ บทเรียนที่เป็นต้นแบบในการพัฒนาสามารถปรับมาใช้กับ Personal Computerได้ และโปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้ในการพัฒนาบทเรียน เรียกว่า TUTOR ซึ่งยังคงมีการใช้สำหรับระบบการฝึกอบรม ผลกระทบที่มีเกี่ยวกับโครงการคอมพิวเตอร์ เช่น PLATO ยังมีข้อจำกัดเพราะการผลิตช่วงเริ่มแรกยังคงต้องอาศัยคอมพิวเตอร์แบบเมนเฟรม (Main frame) หรือมินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer) ซึ่งยังไม่สามารถที่จะใช้กันได้อย่างกว้างขวาง การปรากฎตัวของ Personal Computer ในปี คศ.1970 เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง โดยแท้จริงแล้วการพัฒนาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เพื่อการสอน ไม่ได้เป็นผลที่พัฒนามาจากการใช้ที่เปลี่ยนจากคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบใหญ่ เช่น Main frame มาสู่ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ตัวอย่างเช่น Seymour Papert และผู้ร่วมงานที่ MIT เริ่มต้นงานโดยใช้ภาษา Logo ในทศวรรษ 1970 โดยใช้คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ และภาษา Logo ก็สามารถปรับมาใช้กับ Personal Computer ได้ และเป็นส่วนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จของการใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนการสอน จากนั้น Minnesota Educational Computing Consortium (MECC) หนึ่งในจำนวนมลรัฐใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษาได้เริ่มใช้คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่และปรับเปลี่ยนมาใช้กับ Personal Computer อย่างไรก็ตามจัดได้ว่าเป็นเครื่องมือส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนการสอนแพร่หลายในช่วงทศวรรษที่ 1980 ได้มีการใช้ Personal Computer ในโรงเรียน และได้ขยายตัวในด้านการใช้อย่างมาก จากข้อมูลของ Office of Technology Assessment พบว่ามีการขยายตัวจาก 18 % เป็น 95 % ในระยะเริ่มแรกที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลถูกนำเข้ามาสู่โรงเรียน ขณะนั้นเครื่องมือที่ใช้ในการผลิตและซอร์ฟแวร์ยังมีจำกัด จึงเป็นผลให้การใช้คอมพิวเตอร์ในช่วงนี้จะเน้นเกี่ยวกับโปรแกรมและการเรียนรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาคอมพิวเตอร์ (Computer Literacy) ได้ถูกผลักดันเข้ามา และโปรแกรมการเรียนคอมพิวเตอร์ถูกบูรณาการเข้าไปในหลักสูตรมุ่งเน้นเกี่ยวกับการพัฒนาความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ ทักษะการเขียนโปรแกรมและได้มีการทำนายจากนักการศึกษาว่า สาขาวิชาคอมพิวเตอร์และการเขียนโปรแกรมจะได้รับการจัดให้เรียนควบคู่ไปเช่นเดียวกับด้านการอ่าน การเขียน หรือการเรียนเลขคณิตในโรงเรียน จากการที่มีการใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลกันอย่างกว้างขวางและสมรรถนะของคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น การเพิ่มปริมาณของซอร์ฟแวร์และสามารถจัดหาได้ง่าย โปรแกรม CAI ในรายวิชาต่างๆปรากฏมากมาย และซอร์แวร์ ที่มีคุณภาพเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ผลิตผลที่นำมาใช้ เช่น เวิร์ดโปรเซสเซอร์ อิเล็กโทรนิกส์สเปรดชีทและการจัดการของ Data Base ได้รับการพัฒนาและนำมาใช้และได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นในการใช้อย่างมีประสิทธิภาพและในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ผู้เชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์การเรียนการสอนได้ล้มเลิกแนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาคอมพิวเตอร์ และแยกมาจัดตั้งเป็นสาขาทางการศึกษาใหม่โดยนำแนวคิดการบูรณาการลงในหลักสูตร รวมถึงการใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในบริบทของเนื้อหาวิชาดังนั้นความสนใจจึงมุ่งไปที่การใช้คอมพิวเตอร์ที่มีการบูรณาการ การใช้คอมพิวเตอร์เข้าไปสู่เนื้อหาในสาขาวิชาเฉพาะ ดังนั้นการใช้ Word Processing ในการสอนการเขียน หรือการใช้ภาษา Logo เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษา เป็นต้นจากเทคนิคดังกล่าวช่วงหลังของทศวรรษที่ 1970-1990 คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลได้เปลี่ยนแปลงจากความแปลกใหม่ที่สามารถใช้กับโปรแกรมง่ายๆมาสู่ความสามารถที่ใช้ได้อย่างกว้างขวาง อเนกประสงค์มีประสิทธิภาพและเป็นเครื่องมือทางการศึกษา และคอมพิวเตอร์เพื่อการสอนเป็นสาขาวิชาที่เปลี่ยนแปลงมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากการเน้นการใช้คอมพิวเตอร์ในแนวที่ยังแคบ ได้แก่ คอมพิวเตอร์และโปรแกรมมาสู่แนวคิดที่กว้างขวาง คือ เป็นเครื่องมือที่บูรณาการเข้าไปกับกระบวนการสอน เช่นเดียวกับ การออกแบบการสอน (Instructional Design) ศาสตร์ทางด้านสื่อ (Media Science) และคอมพิวเตอร์การเรียนการสอน (Instructional Computing) ก็ได้รับการยอมรับในฐานะที่เป็นสาขาวิชาของตนเองEducational Technology และ Instructional Technology ในวงการสาขาวิชานี้ ได้เรียกทั้ง Educational Technology และ Instructional Technology ซึ่ง Barbara และ Rita (1994) ได้กล่าวไว้ 2 ประการ คือ
1) คำว่า Instructional Technology เป็นคำที่มีความเหมาะสมกับ Technology ในการอธิบายส่วนประกอบของเทคโนโลยีได้ครอบคลุมชัดเจนมากว่า
2) คำว่า Educational Technology มีความหมายโดยทั่วไปที่ใช้กับโรงเรียน หรือระบบ การศึกษา แต่คำว่า Instructional นั้นไม่เพียงแต่สอดคล้องกับระบบการศึกษาเท่านั้นแต่ยังรวมถึงสถานการณ์การฝึกอบรมได้เช่นกัน นอกจากนี้ Knirk และ Gustafson (1986) ได้กล่าวว่า "Instructional" เกี่ยวข้องกับปัญหาด้านการเรียนการสอน ในขณะที่ "Educational" เป็นคำที่มีความหมายกว้างๆ รวมลักษณะต่าง ๆ ของการศึกษาเข้าไว้ นอกจากนี้ยังได้ชี้แจงเหตุผลของการใช้คำ Educational Technology เพราะว่า Instruction หรือ การเรียนการสอนเป็นส่วนประกอบหนึ่งของ Educational Technology ดังนั้น คำนี้จึงช่วยขยายขอบเขตของสาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และ "Educational" มีความหมายครอบคลุมไปถึง การเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย รวมทั้งบ้าน โรงเรียน ที่ทำงาน แต่ Instructional มุ่งเน้นแต่เพียงสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนเท่านั้น อาจมีข้อสังเกต คือ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา Educational Technology เป็นคำที่นิยมแพร่หลายในอังกฤษ และแคนาดา แต่ประเทศสหรัฐอเมริกานิยมใช้คำว่า Instructional Technologyในปี 1977 Association for Educational Communications and Technology (AECT) ได้ให้นิยามที่แตกต่างกันระหว่าง Educational และ Instructional Technology ไว้ดังนี้
เทคโนโลยีการศึกษา หรือ Educational Technology เป็นส่วนหนึ่ง (Subset) ของการศึกษาหรือ Education ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ของมนุษย์ในทุกลักษณะ โดยผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน หรือที่มี ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตามคำนิยมดังกล่าว เทคโนโลยีการศึกษา มีความหมายรวมถึงการเรียนรู้ผ่านสื่อสารมวลชน (Mass media) และสนับสนุนแบบการสอนและระบบการจัดการ ส่วน Technology in Educational หมายถึง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนระบบการศึกษา เช่น การรายงานผล การเรียน ตารางเรียน และงบประมาณจากแนวคิดที่ว่า Instructional Technology เป็นส่วนหนึ่ง ของ Educational Technology มาจากหลักเหตุผลที่ว่า การสอน (Instruction) เป็นส่วนหนึ่ง (subset) ของการศึกษา (Education) ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเรียนรู้ ซึ่งเป็นเป้าหมายของการศึกษานั่นเอง (AECT 1977)ตั้งแต่ 1977 เป็นต้นมา ไม่ปรากฏความแตกต่างระหว่างความหมายของคำต่าง ๆ เหล่านี้ ในปัจจุบันทั้ง 3 คำดังกล่าวได้ถูกนำมาอธิบายการประยุกต์ใช้เครื่องมือและกระบวนการทางเทคโนโลยี ซึ่งสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาการสอนและการเรียนรู้ ปัจจุบันวิชาชีพได้ให้ความสนใจกับกิจกรรมและความคิดรวบยอด (concepts) โดยภาพรวม ของสถานการณ์การสอนมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่การสอนที่เป็นไปโดยทางอ้อม หรือเกิดจากความจงใจหรือโดยตรง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ได้มีการเน้นเกี่ยวกับปัญหาในทุก ๆ ด้านของการศึกษาเหล่านั้นน้อยลง และได้มามุ่งเน้นเกี่ยวกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับผลของการสอนที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือโดยอ้อมที่มีต่อการเรียนรู้มากของผู้เรียนเพิ่มขึ้น ดังนั้น ในปัจจุบันเป็นการยากที่จะยืนยันในความหมายของ 'Instructional Technology' และ 'Technology in Education' ว่าเป็นส่วนหนึ่ง (subset) ของ 'Educational Technology'ในปัจจุบัน คำว่า 'Educational Technology' และ 'Instructional Technology' อาจมีการใช้สลับกันหรือแทนกันโดยนักเทคโนโลยีการศึกษา เพราะว่า คำว่า 'Instruction Technology'
1) เป็นคำที่ใช้แพร่หลายในสหรัฐอเมริกา
2) ครอบคลุมถึงการปฏิบัติ
3) อธิบายองค์ประกอบของเทคโนโลยีในการศึกษาได้อย่างชัดเจน
4) เป็นทั้งการสอนและการเรียนรู้ในคำนิยามเดียวกันคำว่า 'Instructional Technology' ได้ถูกใช้ในคำนิยามตั้งแต่ปี 1944 เป็นต้นมา แต่คำว่า Educational Technology และ Technology in Education ได้มีพิจารณาว่าเป็นคำที่ใช้ได้เช่นเดียวกัน (Synonymous)ดังนั้น Barbara และ Rita (1994) ได้ให้ความหมาย คำว่า เทคโนโลยีการสอน (Instructional Technology) หมายถึง ทฤษฎีและการปฏิบัติในขอบข่ายที่เกี่ยวข้องกับ การออกแบบ การพัฒนา การใช้การจัดการ และประเมินผล ของกระบวนการและแหล่งการเรียนสำหรับการเรียนรู้ ดังจะเห็นความสัมพันธ์ของขอบข่ายทั้ง 5 ได้แก่ การออกแบบ(Design) การพัฒนา (Development) การใช้ (Utilization) การจัดการ (Management) และการประเมิน (Evaluation) ดังแสดงไว้ในภาพและมีรายละเอียดดังนี้แผนภาพที่ 1: ขอบข่ายของเทคโนโลยีการสอนในสาขาวิชาชีพจำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้ต่างๆ ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติในแต่ละขอบข่าย(Domain)ของเทคโนโลยีการสอน ประกอบด้วยองค์ความรู้ทางด้านวิจัยและประสบการณ์ ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับวิชาชีพในสาขาต่างๆ ทฤษฎี ประกอบด้วย ความคิดรวบยอด ที่สร้างขึ้นจากผลการวิจัย หลักการ และนิยามที่นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ ส่วนการปฏิบัติเป็นการประยุกต์องค์ความรู้ต่าง ๆ เพื่อนำไปแก้ปัญหา นอกจากนั้นการปฏิบัติสามารถที่จะไปสร้างพื้นฐานความรู้ โดยอาศัยข้อมูลที่ได้รับจากประสบการณ์ ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติการของเทคโนโลยีการสอน ทำให้การใช้ Model ได้กว้างขวางขึ้น Model ของกระบวนการที่อธิบายวิธีการดำเนินงาน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงทฤษฎีและการปฏิบัติเข้าด้วยกัน ทฤษฎีก็สามารถก่อให้เกิด Model ที่สามารถแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ได้เช่นกัน Models เหล่านี้ เรียกว่า Conceptual Models (Richey 1986)การออกแบบ การพัฒนา การใช้ การจัดการ และการประเมิน (Design, Development, Utilization, Management and Evaluation) ส่วนประกอบทั้ง 5 ดังกล่าวข้างต้น เป็นขอบข่ายของพื้นฐานความรู้และองค์ประกอบที่สำคัญในสาขาวิชานี้ อาจเรียกได้ว่า 5 ขอบข่ายพื้นฐานของสาขาวิชาเทคโนโลยีการสอน ซึ่งแต่ละองค์ประกอบก็จะแตกต่างกันไป
1. การออกแบบ (Design) แสดงให้เห็นถึงการสร้างหรือก่อให้เกิดทฤษฏีที่กว้างขวางที่สุดของเทคโนโลยีการสอน ในศาสตร์ทางการศึกษา
2. การพัฒนา (Development) ได้มีการเจริญก้าวหน้าและแสดงให้เห็นแนวทาง ในการปฏิบัติ
3. การใช้ (Utilization) ทางด้านนี้ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าดังเช่น ด้านทฤษฎีและการปฏิบัติ อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะได้มีการดำเนินการกันมากเกี่ยวกับด้านการใช้สื่อการสอนกันมากมาย แต่ยังมีด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากการใช้สื่อการสอนที่มิได้รับการใส่ใจ
4. การจัดการ (Management) เป็นด้านที่เป็นหลักสำคัญของสาขานี้ เพราะจะต้องเกี่ยวข้องกับแหล่งการเรียนรู้ ที่จะต้องสนับสนุนในทุกๆองค์ประกอบ ซึ่งจะต้องมีการจัดระเบียบและแนะนำ หรือการจัดการ
5. การประเมิน (Evaluation) ด้านนี้จะเกี่ยวข้องกับการประเมินเพื่อปรับปรุง (Formative Evaluation)ขอบข่ายของของกระบวนการและแหล่งการเรียนรู้
1. กระบวนการ ในที่นี้ หมายถึง ลำดับของการปฏิบัติการหรือกิจกรรมที่มีผลโดยตรงต่อเทคโนโลยีการสอน ประกอบด้วยทั้งด้านการออกแบบ และกระบวนการส่งข้อมูลข่าวสาร ความรู้ กระบวนการ หมายถึง ลำดับที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลป้อนเข้า (Input) การกระทำ (Action) และผล ซึ่งการวิจัยในปัจจุบันจะมุ่งเน้นยุทธวิธีการสอนและความสัมพันธ์ของรูปแบบการเรียนรู้และสื่อ ยุทธวิธีการสอน (Instruction strategies) เป็นวิธีการสำหรับการเลือกและจัดลำดับกิจกรรม ตัวอย่างของกระบวนการเป็นระบบการส่ง เช่น การประชุมทางไกล (Teleconferencing) รูปแบบการสอน เช่น การศึกษาอิสระ รูปแบบการสอน (Model of teaching) ได้แก่ การสอนแบบอุปนัย (Inductive) และรูปแบบสำหรับการพัฒนาการสอน ได้แก่ การออกแบบระบบการสอน (Instructional system design) กระบวนการ (Process) ส่วนใหญ่จะเป็นลำดับขั้นตอนแต่ไม่เสมอไป
2. แหล่งการเรียน (Resources) แหล่งการเรียนรู้เป็นแหล่งที่จะสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน รวมถึงสนับสนุนระบบ และวัสดุการสอนตลอดจนสิ่งแวดล้อม สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา หรือวิชาเทคโนโลยีการสอน ได้พัฒนาและเจริญก้าวหน้ามาจากความสนใจเกี่ยวกับการใช้สื่อการสอนและกระบวนการสื่อสาร แต่แหล่งการเรียนรู้จะไม่ใช่เพียงเครื่องมือ อุปกรณ์ และวัสดุที่ใช้ในกระบวนการเรียนรู้และการสอนเท่านั้น แต่ยังรวมถึง บุคคล งบประมาณ สิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนสิ่งที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้เป็นรายบุคคลได้การเรียนรู้ ( Learning) วัตถุประสงค์ของเทคโนโลยีการสอนเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลและส่งผลต่อการเรียนรู้ โดยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลการเรียนรู้ และทำให้เกิดความกระจ่างชัดในการเรียนรู้ เป็นวัตถุประสงค์ของการสอน ซึ่งจะหมายถึงการเรียนรู้นั่นเอง การเรียนรู้ เป็นสิ่งที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงความรู้ ทักษะ และเจตคติ ที่เป็นเกณฑ์ในการสอนหรือในนิยามที่ว่า
"การเรียนรู้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรในด้านความรู้ของบุคคลหรือพฤติกรรม รวมถึงประสบการณ์ต่างๆ โดยสรุป เมื่อเปรียบความหมายของเทคโนโลยีการสอนหรือการศึกษา จะพบว่ามีหลาย แนวคิดหลัก (Concept) ที่ปรากฏขึ้นมา แม้ว่าจะมีบริบทและความหมายที่เปลี่ยนแปลงไป แต่เดิมคำที่มักจะพบบ่อยคือ ระบบ(Systematic) แหล่งการเรียน(Resource) และกระบวนการ (Process) และคำที่แสดงถึงความหมาย
'เทคโนโลยีการสอน' ในปี 1994 ได้แก่ การออกแบบ การพัฒนา การใช้ การการจัดการ และการประเมินผล ในทางตรงข้าม คำที่ใช้เดิมนี้ ได้แก่ 'การควบคุม' สิ่งอำนวยความสะดวก ลำดับขั้น คน/เครื่องจักร เครื่องมือ ในแต่ละความหมายได้กำหนดวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในการเรียนรู้และการแก้ปัญหา ซึ่งจะเห็นได้ว่า ความหมายที่ปรากฎมาใหม่ในปี 1994 มีความใกล้เคียงกับความหมาย ปี 1963 และ ปี 1971 มากกว่าปี 1977 ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา ปี1973 Ely ได้อภิปรายว่า เป็นการประสานร่วมกันของ 3 ขอบข่ายหลัก คือ- วิธีระบบ (A systematic approach) - วิธีการ (Means) - สาขาวิชาที่ตรงตามเป้าหมายแต่ความหมายของปี 1994 ได้อธิบาย วิธีการ (Means) เป็นกระบวนการและแหล่งการเรียนรู้ (Process and resources) และวิธีระบบเป็นขอบข่ายของ
(1) การออกแบบ
(2) การพัฒนา
(3) การใช้
(4) การจัดการ
(5) การประเมิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความก้าวหน้าหรือทิศทางหรือแนวโน้มของ เทคโนโลยีการสอนที่เคลื่อนไหวในสาขานี้ได้มุ่งไปสู่ทฤษฏีและการปฏิบัติ
เขียนโดย ชุติมา เลาะวิถี ที่ 11:00 หลังเที่ยง 0 ความคิดเห็น
if (window['tickAboveFold']) {window['tickAboveFold'](document.getElementById("latency-3688827158120729311")); }
สมัครสมาชิก: บทความ (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น